2551/09/12

พธม. ย้ำคำเดิมไม่รับนายกฯ จากพรรคพลังประชาชน [13 ก.ย. 51 - 12:49]



พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และนายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ร่วมกันแถลงข่าววันนี้ (13 ก.ย.) ที่ห้องผู้สื่อข่าวทำเนียบรัฐบาล โดย พล.ต.จำลอง กล่าวว่า กลุ่มพันธมิตรฯ จะยังคงชุมนุมอยู่ในทำเนียบรัฐบาลจนกว่ารัฐบาลชุดนี้ จะพ้นจากตำแหน่งไป ส่วนกรณีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน (พปช.) นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ที่มีกระแสข่าวจะถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ นั้น กลุ่มพันธมิตรฯ ก็ไม่ยอมรับ
แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวต่อว่า การจะยกเลิกการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ในเขตกรุงเทพฯ หรือไม่ ไม่มีผลต่อการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องเรียกร้องให้ยกเลิกเพียงแต่องค์กรที่เสนอให้มีการยกเลิก เพราะการบังคับใช้ไม่ได้ผล และส่งผลให้เศรษฐกิจเสียหาย
พล.ต.จำลอง กล่าวอีกว่า เป็นเรื่องดีที่มีหลายฝ่ายแสดงความคิดเห็นต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เพราะการเมืองในระบบเก่าใช้ไม่ได้ผล จึงอยากให้ทุกฝ่ายร่วมแสดงความคิดเห็น อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า หากมีการเมืองใหม่เกิดขึ้นจะไม่รับตำแหน่งใดๆ
ด้านนายสมศักดิ์ กล่าวว่า อยากให้จับตา 5 วันอันตรายในช่วงนี้ ก่อนจะถึงวันที่ 17 ก.ย. ที่จะมีการตัดสินคดีทุจริตการจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาฯ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และภริยา เพราะมีรายงานว่า มีประชาชนที่ยังสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณจะออกมาสร้างสถานการณ์ในช่วงนี้

ขอขอบคุณ www.thairat.co.th

โดย นางสาวศศิวิมล ศักรภพน์กุล

ID : 5131601506 Section 2

สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

ชนกันแล้ว

แล้วจะไม่หน้าม้านเข้าหากันหรือมีคำถามอย่างนี้ เมื่อเกมชิงเหลี่ยม เพื่อชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ระหว่าง ส.ส.เหนือกับกรุงเทพฯ และอีสานพัฒนา
บางส่วน ที่มี “ยงยุทธ ติยะไพรัช” เป็นหัวหน้าใหญ่ เปิดศึกกับฝ่าย ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวิน โดยฝ่ายแรกจะชู “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี
ในขณะที่ฝ่ายหลังยึดมั่น “สมัคร สุนทรเวช” ซึ่งศึกจบลงโดยฝ่ายเพื่อนเนวินชนะ เข็นสมัครกลับขึ้นสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีรอบ 2 ได้ฉลุยเกมเดินหักโค่นกันขนาดนี้แล้วรองนายกฯ สมชาย จะมองหน้านายกฯ สมัครได้สนิทใจอย่างเดิมหรือ ก็มีคำตอบว่า ยังมองหน้ากันได้อยู่ เพราะมีคนกลางเป็นผู้ประสานก็ถามว่าคนกลางคือใคร ตอบว่าก็คือ “ทักษิณ ชินวัตร”เกมหักโค่นที่จะดัน “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ขึ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรีที่สู้กันในช่วงวันที่ 9-11 ก.ย.51 ถึงขนาดที่ฝ่ายเหนือต้องขอพึ่งฝีมือของ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็น ส.ส.แล้วนั้น ว่าไปแล้วมันก็คือเกมเก่า ที่เคยปะทะกันมาแล้วในช่วงวันที่ 17-19 ส.ค.51 ที่ ส.ส.กรุงเทพฯ กับเหนือในสายของ “2 เจ๊” ไม่พอใจที่เห็นว่าหัวหน้าพรรคสมัคร ปล่อยปละละเลยให้ สตช.ประจานหมายจับ “ทักษิณ+พจมาน” ทั้งที่นายกรัฐมนตรีกำกับดูแล สตช. จึงพากันเข้าชื่อ 200 คน ทำจดหมายเปิดผนึกให้หัวหน้าพรรคมาชี้แจงในที่ประชุมพรรค โดย “สงคราม กิจเลิสไพโรจน์” เปิดหน้าเล่นเป็นคนส่งจดหมายด้วยตัวเอง ซึ่งผลจบลงโดยเย็น 19 ส.ค.51 สมัครถือดาบเข้าไปไล่ฟัน ส.ส.กลางที่ประชุมพรรคเลือดสาดไปเป็นแถบสมัคร ถามว่าจะหยุดมั้ย ถ้าไม่หยุดก็เลิกกันเลยตอนนี้ ปรากฏว่าพวกที่เข้าชื่อทำจดหมายเปิดผนึกเงียบกริบ เพราะคืน 18 ส.ค.51 “ทักษิณ ชินวัตร” โทรศัพท์มาถึง ส.ส.ที่เป็นแกนนำจะล่อสมัครให้เลิก ก็รีบเลิกหนังม้วนเก่ากลับมาอีก ส.ส.เหนือ กรุงเทพฯ อีสานพัฒนากลุ่มน้อย จะดัน “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” เป็นนายกรัฐมนตรีก็แพ้อีกคุณสมบัติที่คนอื่นไม่มี และทักษิณยังต้องพึ่งสมัครอยู่มี 2 ข้อ1.ความเป็นคนเลือดสีน้ำเงินของสมัครทำให้เบื้องบนเชื่อใจว่ายังไงก็ไม่คิดเป็นประธานาธิบดี2.เข้ากับทหารได้ดีแต่เวลานี้คุณสมบัติข้อ 2 ของสมัคร กำลังจะถูกท้าทายครั้งสำคัญ ในวันที่จะได้กลับขึ้นนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีรอบ 2 ด้วยการโหวตของ ส.ส.6 พรรคร่วมรัฐบาล 9 โมงครึ่ง ศุกร์ 12 ก.ย.51ใครก็รู้และเห็นภาพตลอด ถึงความสนิทชิดของผู้ชาย 2 คน สมัครกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดาสมัครโอ๋ทุกอย่าง ก็ขนาด พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รมว.กลาโหมของคณะปฏิวัติยังไม่กล้าเซ็นให้กองทัพบกซื้อรถเกราะโบราณลำเลียงพลของประเทศยูเครน แต่สมัครเซ็นให้ซื้อ และเพิ่งอนุมัติให้ซื้อปืนกล 5.56 มม. กระบอกละสองแสนกว่าบาทจากประเทศอิสราเอล ในการประชุม ครม.สัญจรที่อุดรธานี 8 ก.ย.51ขณะที่สมัครไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี เช้า 11 ก.ย.51 ที่สนามบิน ขส.ทบ.ดอนเมือง ก่อนที่จะขึ้นเครื่องลงไปราชการภาคใต้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ได้แถลงกับนักข่าวว่า ได้เสนอต่อ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” รักษาการนายกรัฐมนตรีไปแล้วให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะเห็นว่าตำรวจใช้กฎหมายอื่นก็ทำงานได้ โดยขอให้ทหารเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานได้นี่คือการกระแทกครั้งสำคัญก่อนนี้สื่อไทยและเทศพากันวิเคราะห์ว่า การที่ พล.อ.อนุพงษ์ แถลงข่าวหลังได้เป็น ผอ.กอฉ.จะไม่ใช้กำลังเข้าสลายม็อบในทำเนียบรัฐบาล นั่นคือการที่สมัครสั่งทหารไม่ได้ และทันทีที่สมัครประชุม ครม.นัดพิเศษ ที่ บก.ทท. สั่งโอนอำนาจของรัฐมนตรีคนอื่นตาม พ.ร.บ. 20 ฉบับ มาเป็นของสมัครคนเดียว รวมทั้งการสั่งเคลื่อนย้ายกำลังรบก็ถูกสื่อวิเคราะห์ว่า สมัครยึดอำนาจคืน จนสมัครต้องออกมาแก้ว่า อำนาจที่โอนมานั้นยกให้ พล.อ.อนุพงษ์ในฐานะ ผอ.กอฉ.ไปหมดแล้ว แสดงว่ารัฐบาลไว้วางใจ พล.อ.อนุพงษ์แต่การที่ พล.อ.อนุพงษ์ ยื่นข้อเสนอให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินขณะที่สมัครไม่ได้เป็นนายกฯ แล้ว ภาระหนักจึงทุ่มใส่น้องเขยทักษิณ ซึ่งก็บอกนักข่าวว่า จะต้องหารือกับผู้ใหญ่หลายฝ่ายก่อนจะยกเลิกเมื่อไหร่เซิร์น ยังไม่ปล่อยอนุภาคโปรตอนเข้าชนกันในการทดลองวันแรก แต่เด็กหญิงอินเดียฆ่ากันตายไปแล้ว 1 คน เพราะกลัวโลกถูกหลุมดำดูดหายวับไปพล.อ.อนุพงษ์ พุ่งเข้าชนรองนายกฯ สมชาย ก็ยังไม่รู้ว่าจะน่ากลัวเท่าการปล่อยอนุภาคโปรตอนชนกันหรือไม่ ก็คงระทึกมาก เพราะ พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ รักษาการโฆษกรัฐบาลแถลงออกมาแล้วในตอนบ่ายวันที่ พล.อ.อนุพงษ์แถลงข่าวว่ารัฐบาลจะยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินก็ต่อเมื่อม็อบพันธมิตรฯ ออกจากทำเนียบรัฐบาลชนกันโครมแล้วระวังหลุมดำวิจิตรา

ที่มา : http://www.banmuang.co.th/politic.asp
โดย : นางสาว อนัญญา สืบสินID. 5131601570 Section. 02

2551/09/11

ด่วน!สภาล่ม หมัก แห้วนายกฯ ชัย สั่งเลื่อนไปประชุม

ประชุมสภาเพื่อลงมติเลือก สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกฯรอบสองล่ม ประธานสภาฯ สั่งเลื่อนไปประชุมวันที่ 17 กันยายน ด้าน5 พรรคร่วมรัฐบาลแจ้งขอถอนตัว หากพรรคพลังประชาชนยังต้องการเสนอ สมัคร เป็นนายกฯรอบสอง

12ก.ย.)เวลา 09.40 น. มีการประชุมสภาผู้แทนราษฏร โดยนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฏร เป็นประธานที่ประชุม นายบัญญัติ บรรทัดฐาน รองประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสส.พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นเสนอนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีเสียงสนัยสนุน 144 จากผู้เข้าร่วมประชุม 145 คน จากนั้นมีผู้เสนอให้นับองค์ประชุม ผลการนับปรากฏว่า มีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด 161 คน นายชัย ชิดชอบ จึงสั่งเลือ่นการประชุมไปวันที่ 17 กันยายน เวลา 09.30 นลือสะพัด!! 5 พรรคร่วมรัฐบาลแจ้งขอถอนตัว รายงานข่าวจากพรรคร่วมรัฐบาล เปิดเผยว่า เมื่อเวลาประมาณ 9.00 น. แกนนำแต่ละพรรคได้โทรศัพท์แจ้งไปยังแกนนำพรรคพลังประชาชน ว่า จะไม่ขอร่วมประชุมเพื่อเลือกนายกฯในวันนี้ และถ้าพรรคพลังประชาชนยังดึงดันจะเสนอนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกฯต่อไป พรรคร่วมทั้งหมดก็จะถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาล นายไชยา สะสมทรัพย์ รักษาการ รมว.พานิชย์ ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคชาติไทยไม่เข้าร่วมประชุมโหวตเลือกนายกฯ ว่า ไม่เข้าหรือ หากไม่เข้าก็ยุบสภา ผู้สื่อข่าวถามว่าต้องปเลี่ยนนายกฯหรือไม่ นายไชยา กล่าวว่า ก็ยุบสภา ผู้สื่อข่ายรงายงานว่า เวลา 08.45 น.ขบวนรถนายสมัคร สุนทรเวช ได้มาถึงอาคารรัฐสภาซึ่งขบวนรถได้เข้ามาวนในสภา แต่นายสมัครไม่ได้ลงและรถได้วนรถขึ้นมาจอดชั้นสองและยังไม่ลงจากรถจนถึงขณะนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 08.55 น. นายสมัคร สุนทรเวช นายกฯได้เดินทางมายังอาคารสภา โดยขึ้นทางตึกวุฒิสภา เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เห็นม็อบมาให้กำลังใจหรือไม่นายสมัครบอกว่าไม่เห็น ผู้สื่อข่าวถามว่าจะไปพบม็อบหรือไม่นายสมัครตอบว่าไม่ไป พร้อมกันนี้นายสมัครได้ทักผู้สื่อข่าวอย่างอารมณ์ดีว่า รู้ได้อย่างไรว่าตนจะมาทางตึกวุฒิ ต่อมาเวลา 09.00น.นายสมศักดิ์ ปริศนานันกุล รองหัวหน้าพรรคชาติไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้พรรคกำลังประชุมแต่คงไม่ร่วมประชุมสภาและในการประชุมดังกล่าวพรรคกำลังหาเหตุผลในการไม่มาร่วม

ขอขอบคุณ www.sanook.com

โดย นางสาวศศิวิมล ศักรภพน์กุล

ID : 5131601506 Section 2

สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง



อีสานพัฒนาลั่นไม่เอา สมัคร จะโหวตค้าน100 คน

อีสานพัฒนาลั่นจะมี ส.ส.พรรคพลังประชาชนร่วม 100 คนโหวตขวาง "สมัคร" นั่งนายกฯรอบ 2 พรุ่งนี้ ท้าแกนนำพรรคฯตั้งกก.สอบ "ศักดา"ยันต้องสลายแก๊งค์อ็อฟโฟร์ ด้าน"หมอเลี๊ยบ" เรียกประชุมพรรคอีกรอบค่ำนี้ "ปรีชา"ระบุงดออกเสียงแน่



ไม่เอาสมัคร


เมื่อเวลา 17.30 น.วันที่ 11 กันยายน นายไพจิตร ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคพลังประชาชน ในฐานะแกนนำกลุ่มอีสานพัฒนาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รักษาการรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชาชน เรียกประชุมส.ส.อีกครั้งว่า ขอยืนยันว่าส.ส.ส่วนใหญ่ในพรรคขณะนี้ซึ่งรวมตัวกันเหนียวแน่น ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสานตอนบน ภาคกลางบางส่วน ประมาณเกือบ 100 คนจะรวมตัวกันเพื่อแจ้งจุดยืนของกลุ่มต่อที่ประชุมพรรคเย็นนี้ (18.00น.) ว่ากล่มจะไม่ยกมือโหวตรับนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมตรีอีกครั้งแน่นอน เพราะเห็นว่าสถานการณืขณะนี้ไม่เหมาะสมที่นายสมัครจะเป็นนายกฯ "อย่างไรก็ตามหากพรรคจะอ้างมติพรรคหรือลงโทษส.ส.ที่ยกมือสวนโหวต โดยใช้ข้อบังคับพรรคมาอ้าง เราก็จะแย้งว่าส.ส.มีเอกสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญและขอท้าแกนนำที่สันบสนุนนายสมัครให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนทางกลุ่มส.ส.ที่ไม่เห้นด้วยได้เลย" นายไพจิต กล่าว นายศักดา คงเพชร ส.ส.ร้อยเอ็ด กล่าวว่า ขณะนี้ไม่ใช่เฉพาะส.ส.กลุ่มอีสานพัฒนา แต่ยังมีส.ส.กลุ่มอื่นที่มีแนวโน้มว่าจะไม่ยอมรับนายสมัครแต่ยังสงวนท่าทีอยู่ ซึ่งกลุ่ม ส.ส.ที่สนับสนุนายสมัครมีเพื่อกลุ่มเพื่อนเนวิน ซึ่งเป็นส.ส.กลุ่มน้อย ดังนั้นหากขู่ว่าจะลงโทษหากทางกลุ่มโหวตสวนมติพรรคในวันพรุ่งนี้ ทางกลุ่มก็จะเสนอว่ากลุ่มที่สนับสนุนนายสมัครซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อยควรจะออกจากพรรคไปแทน อย่างไรก็ตามในฐานะที่ตนออกมาตรวจสอบกลุ่มแก๊งออฟโฟร์ยอมรับว่าการแสดงท่าที่ของกลุ่มอีสานพัฒนาที่ขัดแย้งกับเพื่อนเนวินมีเจตนาที่ต้องการแสดงแก๊งออฟโฟร์และบุคคลที่อยู๋ใกล้ชิดนายสมัครให้ออกไปจากพรรคเนื่องจากที่ผ่านมากลุ่มดังกล่าวสร้างความเสียหายให้กับพรรคและพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯด้วยการแอบอ้างชื่อเพื่อหาประโยชน์ในรัฐบาล 70ส.ส.พปช. ยันโหวตไม่เอา สมัคร




อย่างไรก็ตามเมื่อเวลา 17.00 น. ส.ส.พรรคพลังประชาชนส่วนหนึ่ง ประกอบด้วย แกนนำกลุ่มอีสานพัฒนา กลุ่มขุนค้อน กลุ่มโคราช ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง และ กทม. ร่วมกันแถลงข่าว โดยนายไพจิตร กล่าวว่า พวกตนประมาณ 70 คน เห็นตรงกันว่าขณะนี้พรรคยังไม่มีมติที่จะเสนอชื่อนายสมัครเพื่อให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี "และกลุ่มของเราเห็นตรงกันว่านายสมัครได้ทำภาระหน้าที่มาอย่างดี แต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัน แม้เราจะไม่เห็นด้วยกับมติศาลแต่ก็ต้องเคารพคำพิพากษาของศาล และยังเห็นว่าควรที่จะเสนอชื่อบุคคลอื่นเพื่อให้สภาพิจารณา เพ่อที่จะทำให้บรรยากาศในทางการเมืองดีขึ้น ซึ่งพรรคจะมีการเรียกประชุมส.ส.เพื่อขอมติ เพื่อความรอบคอบและหากยังหาข้อยุติที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไม่ได้ทางกลุ่มก็จะขอให้พรรคเสนอต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฏร์ เพื่อเลื่อนการพิจารณาเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกฯออกไประยะหนึ่งน่าจะเป็นผลดี" นายไพจิตร กล่าว ด้านพ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ แกนนำกลุ่มโคราชกล่าวว่า ทางกลุ่มได้หารือกันเห็นว่า ขณะนี้ปัญหาบ้านเมืองเกิดจากปัญหาสะสมและนายสมัครไม่เหมาะสมที่จะเป็นนายกฯในภาวะนี้ เพราะจะเกิดความลำบากในการแก้ไข "เราจึงไม่สนับสนุนนายสมัครเพราะเกรงว่าบ้านเมืองจะเสียหายมากยิ่งขึ้น เราจะนำเรื่องนี้ไปเสนอต่อที่ประชุมพรรคเพื่อที่พรรคจะตัดสินใจอีกครั้ง ส่วนจะตัดสินใจอย่างไรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง" พ.ต.ท.สมชาย กล่าวและว่า อย่างไรก็ตามเห็นว่าบ้านเมืองขณะนี้ต้องอาศัยคนที่อ่อนน้อม ประนีประนอม นำพาบ้านเมืองไปสู่ความสงบเรียบร้อย ขณะที่นายพงษ์ศักดิ์ บุญศล ส.ส.สกลนคร กล่าวว่า วันนี้สถานการณ์การเมืองเป็นอย่างนี้ หากจะให้นายสมัครมาเป็นนายกฯต่อไปอย่างที่ส.ส.ส่วนหนึ่งเห็นด้วย เราเห็นว่าจะเกิดปัญหาในเรื่องของวิกฤติบ้านเมืองซึ่งเราเกรงว่าจะเกิดการปฏิวัติรัฐประหาร เราไม่อยากให้เป็นอย่างนั้นแต่ต้องการให้ระบบรัฐสภา หรืออำนาจนิติบัญญัติแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้ ผู้สื่อข่าวถามว่าหากที่ประชุมพรรคมีมติเสนอชื่อนายสมัครเป็นนายกฯ ทางกลุ่มจะดำเนินการอย่างไร นายไพจิตรกล่าวว่า เชื่อว่า พรรคจะมีการฟังความเห็นของสมาชิกจำนวน 70-80 คนที่ถือว่ามีความหมายที่จะทำให้พรรคเดินไปในทิศทางเดียวกัน หวังว่าจะมีการทบทวนให้เกิดความรอบคอบ เพราะมีสมาชิกที่เห็นต่าง ตนเชื่อว่าจะมีข้อยุติได้ และหากพรุ่งนี้(12กย)ยังไม่มีมติของพรรคก็ถือว่าพรรคจะให้โหวตตามอัธยาศัย หรือฟรีโหวต แต่ถ้าพรรคจะมีมติเราก็คงจะได้อภิปรายอย่างตรงไปตรงมาเพื่อหาข้อยุติที่ตรงกัน ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางกลุ่มจะโหวตสวนใช่หรือไม่ นายไพจิตรกล่าวว่า คำว่าเป็นเอกสิทธ์ก็คือส่วนใหญ่จะโหวตไปอีกทางหนึ่ง บางส่วนที่เกรงใจก็อาจจะงดออกเสียง หรือส่วนที่เกรงใจมากๆก้อาจจะโหวตตาม ในชั้นนี้ไม่ได้ลงในรายละเอียด อย่างไรก็ตามทางกลุ่มยังไม่มีชื่อบุคคลที่จะเสนอแทนนายสมัคร แต่เห็นว่ายังมีคนที่เหมาะสมอยู่พอที่จะทำงานประคับประคองพรรคได้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังการแถลงจุดยืน 6 พรรคร่วมรัฐบาล และแกนนำบางส่วนแยกไปคุยกับนายสมัครที่บ้านพัก ปรากฎว่าเมื่อเวลา 18.00 น.นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ได้เรียกประชุมส.ส.ด่วนเพื่อหาข้อสรุปบุคคลขึ้นมาเป็นนายกฯ "ปรีชา"ระบุงดโหวตให้"สมัคร"นั่งนายกฯ นายปรีดา เร่งสมบูรณ์สุข สส.พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ตนอยู่ในกลุ่มที่ไม่เอานายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกฯรอบ 2 เพราะมองแล้วว่าบ้านเมืองบอบช้ำมานานแล้ว นายสมัครเป็นนายกฯมา 7 เดือน นโยบายต่าง ๆที่แถลงต่อประชาชนไม่เด่นชัดเลย ตนก็ท้วงติงในที่ประชุมพรรคมาตลอด การจัดระเบียบของพรรคก็ไม่มีเลย และหัวหน้าพรรคก็ไม่ให้สมาชิกได้แสดงความเห็น "เราจะต้องมาดูทิศทางการเมืองด้วย เพราะทิศทางตอนนี้เป็นสุญญากาศ ต้องดูกระแสสังคมเอาอย่างไร และทำอย่างไรให้บ้านเมืองสงบ จะหาแนวทางอย่างไรให้สันติ ส่วนใครจะเป็นตัวแทนมาแทนนายสมัครซึ่งก็ได้คุยตั้งแต่เมื่อคืนแล้วก็ยังไม่ได้ข้อสรุป และมีการประชุมอีกในช่วงเช้า เพื่อหาทิศทางของพรรค และมีการถกเถียงกัน กลุ่มหนึ่งจะเอานายสมัคร แต่อีกฝ่ายไม่เอา ก็ตั้งตัวแทน 3 ฝ่าย ให้ไปบอกนายสมัครว่าพรรคร่วมบางพรรคไม่เห็นด้วยที่จะให้นายสมัคร กลับมาเป็นนายกฯอีกครั้ง" นายปรีชา กล่าวและว่า ตนทราบว่านายสมัครเสนอตัวที่จะมาเป็นนายกฯอีกครั้ง ซึ่งพรรคร่วมบางพรรคก็ไม่เห็นด้วย และประชาชนก็ไม่เอา อยากจะให้มีคนกลางเข้ามา กลุ่มที่ไม่เอานายสมัครนอกจากกลุ่มอีสานพัฒนาแล้ว ยังมีทั้งกลุ่มทางเหนือ กรุงเทพฯ และภาคกลางบางส่วน "สำหรับวันพรุ่งนี้ เรามองประเทศชาติเป็นหลัก หาก พปช.เสนอ นายสมัคร ผมก็จะงดออกเสียง เพื่อไม่ให้เสียงถึงกึ่งหนึ่ง ก็อยากจะให้มาทบทวนอีกที" นายปรีชา กล่าว ขณะที่ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่าก ารแสดงท่าทีอย่างนี้แสดงว่ามีปัญหาก็จะต้องมาคุยกันในเย็นวันนี้ ตอนนี้ต่างคนต่างพูด ยังไม่ลงตัว ประชุมเย็นวันนี้ เพื่อพิจารณารายชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อที่จะเสนอให้พรรคร่วมได้พิจารณา





ขอขอบคุณ

โดย นางสาวศศิวิมล ศักรภพน์กุล ID : 5131601506
Section 2 สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

อัยการปิดคดีฝังกลบทักษิณ

อัยการปิดคดีฝังกลบทักษิณ
วันที่ 10 ก.ย. นายเศกสรรค์ บางสมบุญ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานอัยการรับผิดชอบคดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษก เปิดเผยถึงกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กำหนดให้โจทก์-จำเลยยื่นแถลงปิดคดีภายในวันที่ 10 ก.ย.ว่า ในส่วนของอัยการฝ่ายโจทก์นั้นได้ยื่นคำแถลงปิดคดีต่อศาลแล้วเมื่อวันที่ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยคำแถลงปิดคดีมีความยาวกว่า 10 หน้า ซึ่งเนื้อหาเป็นการประมวลข้อเท็จจริงที่เป็นพฤติการณ์การกระทำผิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ภริยา จำเลยทั้งสอง ตามคำฟ้องที่นายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง และคำเบิกพยานโจทก์ ประกอบกับข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นมาให้ศาลเห็นว่า จำเลยทั้งสองกระทำผิดกฎหมายอาญา และ พ.ร.บ. ด้วยการป้องกันและการปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 อย่างไรบ้าง ซึ่งคำแถลงปิดคดีอัยการยืนยันที่จะให้ศาลพิพากษาสั่งริบที่ดินและเงินซื้อขายที่ดินมูลค่า 772 ล้านบาทเศษ ด้วยตามคำขอท้ายฟ้อง อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ กล่าวต่อว่า หลังจากนี้คู่ความจะต้องรอวันฟังคำพิพากษา ที่ศาลฎีกาฯ กำหนดนัดไว้ในวันที่ 17 ก.ย.นี้ เวลา 10.00 น. ซึ่งหากวันดังกล่าวจำเลยทั้งสองไม่มาฟังคำพิพากษา ก็ต้องรอฟังคำสั่งศาลว่าจะให้ออกหมายจับตัวมาฟังคำพิพากษา หรือจะอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยทันที เพราะเวลานี้ชัดเจนว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน อยู่ที่ประเทศอังกฤษ และจะไม่เดินทางกลับมา ด้าน นายคำนวณ ชโลปถัมภ์ หนึ่งในทีมทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน กล่าวว่า หลังจากที่ทั้งสองประสงค์ที่จะถอนตนและทนายความอีก 5 คน จากการเป็นทนายความรับผิดชอบคดีนี้แล้วตั้งแต่วันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ตนและทีมทนายความ ก็ไม่ได้รับมอบหมายจากทั้งสองที่จะให้ยื่นคำแถลงปิดคดีแต่อย่างใด ซึ่งก่อนหน้านี้ในชั้นไต่สวนของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ทั้งสองได้ยื่นคำให้การไว้แล้ว และเมื่อยื่นฟ้องคดีในชั้นสอบคำให้การจำเลย ทั้งสองก็ยื่นคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรต่อศาลไว้เช่นกัน ดังนั้น การไม่ยื่นคำแถลงปิดคดีจึงไม่ส่งผลต่อรูปคดีที่จะทำให้จำเลยเสียเปรียบ หรือเสียโอกาสในการสู้คดี เพราะที่ผ่านมาฝ่ายจำเลยได้นำสืบพยานครบถ้วน และซักค้านพยานโจทก์เต็มที่แล้ว

ที่มา : http://www.banmuang.co.th/politic.asp?id=150897
โดย : นางสาว อนัญญา สืบสิน
ID. 5131601570 Section. 02

2551/09/10

3ส.ตัวเต็งตำแหน่งนายกฯใหม่ เทียบเชิญ บรรหาร ร่วมรัฐบาล

3ส.พรรคพลังประชาชนเข้าพบ บรรหาร เพื่อเทียบเชิญเข้ารัฐบาล เติ้ง อ้ำอึ้งหนุน สมัคร หรือไม่ขอหารือก่อน ระบุ สเป็คนายกฯต้องเป็นคนอะลุ้มอะลวย (10ก.ย.) เวลา 11.00 น. นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชา ชน และนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เดินทางมาถึงพรรคชาติไทยเพื่อเทียบเชิญขอให้พรรคชาติไทยเข้าร่วมรัฐบาลอีกครั้ง พร้อมทั้งจะได้หารือถึงนายกฯคนใหม่ นายสมชาย ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าหารือว่า ขอไปคุยกับหัวหน้าพรรคชาติไทยก่อน ซึ่งพรรคพลังประชาชน ได้ตั้งตน 3 คนมาพูดคุยกับพรรคชาติไทย ซึ่งจุดมุ่งหมายก็เป็นที่ทราบกันอยู่เพราะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเหมือนกัน และที่มาวันนี้เพื่อกระชับความสัมพันธ์พรรคร่วมรัฐบาล เมื่อถามว่า ที่มาหารือวันนี้เพื่อขอให้นายบรรหารสนับสนุนนายสมัครนั่งนายกฯหรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า ยังไม่ได้คุย ไว้คุยแล้วจะมาบอก เมื่อถามกรณีที่กลุ่มอีสานพัฒนาออกมาบอกว่าที่พรรคมีมติหนุนนายสมัครนั้นไม่ใช่มติพรรค นายสมชาย กล่าวว่า ยังไม่มีการหารือกับลูกพรรคพลังประชาชนเพราะพึ่งกลับมาจากจังหวัดอุดรธานี ก่อนหน้านั้น เวลา 10.30 น. นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคพลังประชาชนจะมาทาบทามเข้าร่วมรัฐบาลอีกครั้งว่า ยังไม่รู้ ต้องหารือก่อน ซึ่งต้องรอดูว่าพรรคพลังประชาชนจะว่าอย่างไร เมื่อถามว่าการประชุมเลือกนายกฯวันศุกร์ที่ 12 ก.ย.ถือว่าเร็วไปหรือไม่ นายบรรหาร กล่าวว่า ต้องไปถามประธานสภาฯตนตอบแทนไม่ได้ เมื่อไม่มีรัฐบาลและถ้าสามารถทำได้เร็ว โดยที่ไม่ผิดขั้นตอน กติกาก็น่าทำได้ เพราะจะกลายเป็นสุญญากาศและรัฐมนตรีที่ทำงานอยู่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้เพราะเป็นแค่รักษาการณ์ ถ้าทำได้ไม่ผิดก็ไม่น่ามีปัญหา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประธานสภาฯ อย่างไรก็ตามการเลือกนายกฯคนใหม่ในขณะนี้ยังไม่มีการหารือกันในพรรคร่วมรัฐบาล รวมถึงพรรคชาติไทย ซึ่งพรรคจะมีการหารือในวันที่ 11 ก.ย.นี้ ผู้สื่อข่าวถามว่า หากนายสมัครกลับมาเป็นนายกฯพรรคชาติไทยจะรู้สึกอย่างไร นายบรรหาร กล่าวว่า รอให้ถึงตอนนั้นค่อยว่าอีกที เมื่อถามย้ำว่า ในสถานการณ์แบบนี้สเป็คนายกฯคนใหม่ควรเป็นอย่างไร นายบรรหาร กล่าวว่า ต้องเป็นคนที่รอมชอมได้ ถ้อยที่ถ้อยอาศัย ต้องมีตรงนี้เพราะบ้านเมืองวุ่นวายมามากแล้ว เมื่อถามย้ำว่า ควรเปลี่ยนนายกฯเป็นคนใหม่หรือไม่เพราะคนเก่าแข็งเกิน นายบรรหาร กล่าวว่า ขอคุยกับพรรคพลังประชาชนก่อน ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าจะมีการเปลี่ยนขั้วไปอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์และชูให้นายบรรหารเป็นนายกฯ นายบรรหาร กล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ ตนพูดตั้งแต่เริ่มจัดตั้งรัฐบาลแล้ว เสียง 220 กว่าเสียงจะจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างไร พระเจ้าให้เสียงมาแค่นี้ รอให้พรรคชาติไทยได้เสียง 250 เสียงก่อน ทุกอย่างมันเดสล๊อกทำอะไรไม่ได้


ขอขอบคุณ www.thairat.com
โดย นางสาวศศิวิมล ศักรภพน์กุล ID : 5131601506
Section 2
สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

2551/09/09

สมัคร หลุดตำแหน่ง นายกฯ มติศาลรธน.9-0ขาดคุณสมบัติ

ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดคุณสมบัติ สมัคร จัดรายการ ชิมไปบ่นไป- ยกโขยง 6 โมงเช้า ขัดรัฐธรรมนูญ หลุดเก้าอี้หลุดนายกฯ ด้วยมติเอกฉันท์ 9-0
นายสมัคร สุนทรเวชเมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 9 กันยายน นายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยคำร้องของนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.และคณะรวม 29 คนและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในการรับจัดรายการ "ชิมไป บ่นไป" และรายการ "ยกโขยง 6 โมงเช้า" เป็นนัดสุดท้าย หลังจากได้นัดไต่สวนนายสมัคร และนายศักดิ์ชัย แก้ววรรณีสกุล กรรมการบริหารบริษัท เฟซ มีเดีย ผู้ผลิตรายการชิมไปบ่นไป และยกโขยง 6 โมงเช้า เป็นนัดสุดท้ายเมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า การจัดรายการ "ชิมไป บ่นไป" และรายการ "ยกโขยง 6 โมงเช้า" ของนายสมัครนั้น มุ่งประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม ถือได้ว่าขัดรัฐธรรนูญ ส่งผลให้ขาดคุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยมติเอกฉันท์ 9-0

ขอขอบคุณ www.sanook.com
โดย นางสาวศศิวิมล ศักรภพน์กุล
ID : 5131601506 Section 2
สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

ป๋า' วอนเหล่าทัพดูแลบ้านเมือง



เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 8 ก.ย. ที่ท่าอากาศยานทหารกองบิน 6 พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผบ.ทอ. ให้สัมภาษณ์ ถึงการพบปะหารือถึงสถานการณ์การเมืองกับ ผบ.เหล่าทัพ การพบปะกันของ ผบ.เหล่าทัพ ไม่มีนัยทางการเมือง แต่ทหารจะต้องปกครองดูแล และเป็นหนทางปฏิบัติจึงต้องมีการประชุม ไม่ได้บ่งบอกอะไร ทหารพยายามที่จะเป็นแกนกลาง และไม่เข้ากับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ส่วนทิศทางทางการเมืองต้องให้การเมืองแก้ไข และต้องรีบแก้ไขด้วย ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองจะเสียหาย เมื่อถามว่า ห่วงหรือไม่ที่นักศึกษา 80 สถาบันออกมาเคลื่อนไหวขับไล่นายกรัฐมนตรีให้ลาออกจากตำแหน่ง พล.อ.อ.ชลิตตอบว่า เป็นห่วง เมื่อถามว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ แสดงความเป็นห่วงสถานบ้านเมืองหรือไม่ พล.อ.อ.ชลิต ตอบว่า ท่านเป็นห่วง และท่านบอกให้ช่วยกันดูแล เมื่อถามว่า จุดยืนของทหารยังอยู่เคียงข้างประชาชนหรือไม่ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า แน่นอน แน่นอน
เมื่อถามถึงความเหมาะสมที่ให้นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เป็นคนกลางในการเจรจาปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มพันธมิตรฯ พล.อ.อ.ชลิตตอบว่า ไม่ทราบ แต่ต้องเป็นคนที่ทั้งสองฝ่ายให้การยอมรับ ไม่จำเป็นต้องเป็นทหาร ใครก็ได้ที่ทั้งสองฝ่ายเชื่อถือ และยอมรับในข้อเสนอแนะ ที่สำคัญ ต้องมีจิตใจมุ่งมั่นแก้ปัญหา หากเป็นการพูดคุยมีจุดยืน คือ ไม่ยอมรับกันและกัน การเจรจาก็ทำอะไรไม่ได้ ทั้งสองฝ่ายต้องไม่มุ่งมั่น แต่ผลประโยชน์ตัวเอง การถอยกันคนละก้าวทบทวนสิ่งที่เป็นผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ หากต่างฝ่ายต่างยืนยันในสิ่งที่ตัวเองมุ่งมั่นจะไปต่อไม่ออก
เมื่อถามว่า ผบ.เหล่าทัพ จะบอกให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พิจารณาตัวเองด้วยการลาออกจะยุติปัญหาความขัดแย้งหรือไม่ พล.อ.อ.ชลิตตอบว่า คงมีหลายท่านหรือคนอื่นที่ทำมากกว่า ไม่ใช่ทหาร เมื่อถามว่า ถึงเวลาที่นายกรัฐมนตรีควรลาออกหรือไม่ พล.อ.อ.ชลิตตอบว่า ไม่ทราบ เมื่อถามว่า การที่แต่ละฝ่ายมองว่า หากยอมจะเป็นฝ่ายแพ้เราควรจะเสียสละส่วนตัวหรือไม่ พล.อ.อ.ชลิตตอบว่า คงจะ คล้ายๆอย่างนั้น
ทางด้าน พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกระทรวงกลาโหมให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ว่า ในฐานะคนไทยรู้สึกเป็นห่วงเพราะเหตุการณ์ ยืดเยื้อ ไม่จบ ทำให้เรื่องราวต่างๆ ภารกิจต่างๆ สภาพเศรษฐกิจ ไม่ค่อยดีนัก แต่ในเรื่องของผู้รับผิดชอบดูแล คงต้องค่อยๆแก้ไขกันไปโดยสันติวิธี และใช้วิธีการที่นิ่มนวล ส่วนทางออกในการแก้ไขปัญหา ตนเห็นว่าหลายๆ ท่านยังมองไม่เห็นว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร อยู่ที่ตัวที่เกี่ยวข้องกับปัญหาจริงๆ ที่จะต้องตัดสินใจ ขณะนี้การเจรจาถือเป็นแนวทางที่ดีที่สุดแล้ว เพราะให้ต่างคนต่างฝ่ายได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น แต่การเจรจาต้องเจอกับเงื่อนไขต่างๆ ทั้งนี้คงต้องให้เวลาในการเจรจา คิดว่าเมื่อถึงเวลาคงมีเหตุการณ์อื่นที่มาช่วยให้การเจรจาหาข้อยุติได้เองเมื่อถามว่า การยุบสภา หรือลาออก เป็นการแก้ไขที่ต้นเหตุปัญหาหรือไม่ เพราะในที่สุดความขัดแย้งยังมีอยู่ พล.อ.วินัยตอบว่าต้องไปถามเงื่อนไขของคู่กรณี เมื่อถามว่า แนวคิดตั้งรัฐบาลแห่งชาติในการแก้ปัญหา พล.อ.วินัยตอบว่าถ้าเป็นไปได้ก็ดี หากเป็นสิ่งที่ลดหรือขจัดความขัดแย้งทั้งหลายทั้งมวลที่มีอยู่ในขณะนี้ แต่ ไม่ทราบว่า จะเป็นแนวทางที่ขจัดข้อขัดแย้งได้หรือไม่ เมื่อถามว่า ถึงเวลาหรือยังที่จะยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯ พล.อ.วินัยตอบว่าไม่ทราบ รัฐบาลเป็นคนประกาศ ก็ต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาล

โดย : นางสาว อนัญญา สืบสิน
ID. 5131601570 Section. 02

2551/09/08

ศาล รธน.ชี้ชะตา สมัคร วันนี้!! ชิมไปบ่นไปขาดคุณสมบัติ?




ศาล รธน.ชี้ขาดคุณสมบัติ สมัคร จัดชิมไป บ่นไป วันนี้ หากผิดเก้าอี้หลุดทันที ครม.กระเด็นด้วย เจ้าตัวท้าสาบานกลางศาลไม่เคยรับค่าตอบแทน หากทำจริงขอให้บรรลัยวายวอด ประกาศไม่ยุบ-ไม่ออก อยู่เพื่อรักษาประชาธิปไตย สะพัด เติ้ง ชงสูตร 3-2-1 รอเสียบนายกฯ ส้มหล่น ด้านพันธมิตรลั่นนายกฯคนใหม่ต้องไม่ใช่ขั้วรัฐบาลเดิม
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 8 กันยายน นายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนคำร้องของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรี ในการรับจัดรายการ ชิมไป บ่นไป และรายการ ยกโขยง 6 โมงเช้า เป็นนัดสุดท้าย โดยนัดไต่สวน นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้อง และนายศักดิ์ชัย แก้ววรรณีสกุล กรรมการบริหารบริษัท เฟซ มีเดีย ผู้ผลิตรายการชิมไปบ่นไป และยกโขยง 6 โมงเช้า ทั้งนี้ นายสมัครเดินทางมาให้การด้วยตัวเอง ตั้งแต่เวลา 09.00 น. โดยก่อนเข้าให้การ นายสมัครปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ใดๆ ต่อสื่อมวลชน แต่มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ด้านผู้ร้องที่ 1 ที่เดินทางมาศาล ได้แก่ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ และคณะ ส.ว.ที่เข้าชื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เป็นที่น่าสังเกตว่ามี นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มานั่งอยู่บริเวณที่นั่งของผู้ร้องที่ 1 ด้วย ขณะที่ผู้ถูกร้องที่ 2 ได้แก่ พ.อ.สันธิรัตน์ มหัทธนชาติ เลขาฯ อนุกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว เป็นตัวแทน ส่วนฝ่ายผู้ถูกร้องมีนายธนา เบญจาธิกุล ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนายสมัคร เป็นผู้ไต่สวนพยาน ทั้งนี้นายธนาได้ซักถามนายสมัครถึงค่าตอบแทนในการทำรายการว่ามีการเรียกร้องหรือไม่ และมีการให้สัมภาษณ์ลงหนังสือในช่วงหนึ่งว่า ได้รับเงินเดือน 1 แสนบาท เป็นค่ารับรอง จริงๆ แล้วเงินส่วนนั้นรับเป็นลักษณะเงินเดือนหรือไม่ ซึ่งนายสมัครชี้แจงว่า เริ่มทำรายการตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. และไม่เคยมีการเรียกร้องค่าตอบแทน แต่จะได้เป็นค่าน้ำมันรถ และค่าจ่ายกับข้าว นอกจากนี้ไม่เคยมีเงินเดือน เพราะไม่ได้ทำติดต่อกันตลอด จะได้รายได้ก็ต่อเมื่อทำรายการเท่านั้น หรือนับเป็นครั้งๆ ไป โดยช่วงหนึ่งที่เป็นผู้ว่าฯ กทม.มีการตำหนิถึงเรื่องดังกล่าวก็หยุดดำเนินการไป บริษัทก็เอาเทปเก่ามาออกอากาศและก็ไม่ให้เงิน และการทำรายการเป็นการบันทึกเทป โดยเดือนหนึ่งบันทึก 4 ครั้ง สามารถออกอากาศได้ 4 ตอนใช้ได้ 1 เดือน รวมทั้งไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวเรื่องการขอโฆษณาในรายการแต่อย่างใด ฉุนถูกซักเรื่องล้มคิ้วแตก-เงินภาษี ต่อมานายเรืองไกร ในฐานะผู้ร้อง ได้ซักถามนายสมัครว่า ในวาระครบรอบรายการชิมไปบ่นไป 7 ปี นายกฯ ไปทำรายการในฐานะพิธีกร ชื่อว่าข้าวผัดพันธมิตร ถูกต้องหรือไม่ นายสมัครตอบกลับทันทีว่า ไม่ถูกต้อง เพราะเขาเชิญสปอนเซอร์ทั้งหลายไปทำข้าวผัด แล้วให้ตนไปเป็นคนชิมว่าของใครอร่อย แต่ตนไม่ได้ทำ นอกจากนี้ นายเรืองไกรยังซักถามนายสมัครเกี่ยวกับการทำรายการยกโขยง 6 โมงเช้า ที่ จ.สิงห์บุรี ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่นายสมัครหกล้มคิ้วซ้ายแตก ปรากฏว่านายสมัครเกิดอาการหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด โดยตอบกลับอย่างมีอารมณ์ว่า “แล้วมันเป็นยังไง คิ้วแตกเขาก็เป็นข่าว รู้กันทั้งบ้านทั้งเมือง แล้วมันเป็นยังไง” ระหว่างนายเรืองไกรพยายามสอบถามนายสมัครเกี่ยวกับการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย ตอนที่ยังไม่ได้เป็นนายกฯ ร้อยละ 5 ครั้งละประมาณ 1 แสนบาท ซึ่งนายเรืองไกรตั้งข้อสังเกตว่า รายการหักภาษีของนายกฯ อยู่ในระดับสูงมากกว่าคนอื่น เพราะนายสมัครมีความสำคัญต่อการทำรายการของบริษัท เฟซ มีเดีย จำกัด หรือไม่ ส่งผลให้นายสมัครกล่าวอย่างมีอารมณ์อีกครั้งว่า “จะถามผมแบบนี้มันเกิดเหตุมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เรื่องภาษีพวกนี้ ตอนที่ผมเป็นนายกฯ เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ แล้วมันมีไหม ก่อนหน้านั้นมันเกี่ยวอะไรกับผม ผมไม่ต้องมีสถานะให้ต้องพิจารณา ผมจะไปทำอะไรและจะไปได้อะไรขนาดไหน ไม่ได้เกี่ยวข้อง คุณต้องพิสูจน์สิว่า หลังจากวันที่ 6 กุมภาพันธ์แล้ว ผมยังไปมีรายได้มากมายหรือไม่” ท้าสาบานให้บรรลัยถ้ารับค่าตอบแทน จากนั้นตัวแทนจาก กกต.ในฐานะผู้ร้องที่ 2 ถามนายสมัคร ว่า ทั้ง 2 รายการที่ทำมาเคยเรียกร้องค่าตอบแทนในฐานะที่ทำรายการหรือไม่ นายสมัครตอบว่า ไม่มี “ผมยืนยันและสาบานไว้ตรงนี้ด้วยว่า ไม่เคยเรียกร้องอะไรเลย ถ้าผมไปเรียกร้องอะไรเขาล่ะก็ ขออย่าให้ผมมีความเจริญ ขอให้บรรลัยวายวอดไปก็แล้วกัน แต่หากผมไม่ได้ทำอย่างนั้น ต้องให้ผมมีความเจริญรุ่งเรือง” นายสมัครกล่าว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนั้นศาลได้ไต่สวนนายศักดิ์ชัย แก้ววรรณีสกุล โดยนายศักดิ์ชัยให้การยืนยันว่า ไม่เคยรู้จักนายสมัครเป็นการส่วนตัวก่อนหน้าที่จะมีการติดต่อให้เป็นพิธีกรรายการ ซึ่งเริ่มดำเนินรายการในปี 2543 และนายสมัครก็ไม่เคยไปที่บริษัท หรือรู้ที่อยู่ของบริษัท เพราะการอัดรายการจะใช้สตูดิโอเป็นที่จัด การให้ค่าตอบแทนจะคิดในอัตราในลักษณะนักแสดงและพิธีกรรับจ้างทั่วไป จนกระทั่งเมื่อนายสมัครดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.ก็ยุติไปช่วงหนึ่ง และนำเทปรายการเก่ามาตัดต่อ ก็สามารถออกอากาศไปได้ประมาณ 7-8 เดือน นายศักดิ์ชัยกล่าวต่อว่า กระทั่งช่วงใกล้จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ได้ทำหนังสือวันที่ 15 ธันวาคม 2550 สอบถามนายสมัครว่า จะทำหน้าที่พิธีกรต่อไปได้หรือไม่ ซึ่งนายสมัครทำหนังสือตอบกลับมาว่า ได้ให้ฝ่ายกฎหมายดูแล้ว สามารถทำได้ เพราะเป็นในลักษณะรับจ้าง ไม่ใช่ลูกจ้างตามที่รัฐธรรมนูญห้ามไว้ แต่จะไม่รับค่าตอบแทนใดๆ ซึ่งบริษัทก็ได้จ่ายเป็นค่าน้ำมันให้แก่คนขับรถของนายสมัคร โดยคิดค่ารถเป็นกิโลเมตร หารเฉลี่ยค่าน้ำมันไปกลับ และบวกเพิ่มอีก 10-15% รวมทั้งค่ากับข้าว อย่างไรก็ตาม ไม่เคยสอบถามคนขับรถของนายสมัครว่านำเงินไปให้นายสมัคร หรือไปใช้จ่ายอะไรหรือไม่ จนกระทั่งมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ นายสมัครจึงบอกยกเลิกการเป็นพิธีกร นายศักดิ์ชัยยังให้การถึงการหาสปอนเซอร์โฆษณารายการว่า ไม่ได้เป็นการนำฐานะนายกรัฐมนตรีไปหาโฆษณา แต่สัญลักษณ์ของรายการที่เป็นรูปการ์ตูนพ่อครัวจมูกชมพู่ เป็นการแสดงถึงตัวตนของนายสมัครในทางส่วนตัว ไม่ใช่ในฐานะนายกรัฐมนตรี ส่วนที่ระบุในเอกสารในการหาโฆษณาที่ระบุว่าพิธีกรเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ก็เพื่อให้เกียรติ ไม่ได้หวังว่าจะใช้ฐานะนายกรัฐมนตรีมาหาโฆษณา ศาลรธน.นัดชี้ขาด 9 ก.ย.บ่ายสอง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังทนายฝ่ายผู้ถูกร้อง และผู้ถูกร้องได้ซักค้านพยานแล้ว คณะตุลาการได้สอบถามในหลายประเด็น เช่น ใครเป็นผู้รับผิดชอบจ่ายค่าลิขสิทธิ์รายการ สัญลักษณ์ของรายการที่เป็นรูปพ่อครัวจมูกชมพู่ รวมทั้งข้อเท็จจริงในการจ่ายเงินค่าตอบแทนให้แก่นายสมัคร เนื่องจากในเอกสารตอบกลับรับทำรายการของนายสมัครระบุว่า “จะทำรายการให้โดยจะไม่รับค่าน้ำมันอย่างที่เคย” หมายความว่าก่อนหน้านี้เคยจ่ายค่าน้ำมันให้หรือไม่ โดยนายศักดิ์ชัยยืนยันว่า ก่อนหน้าที่นายสมัครจะเป็นนายกฯ ได้จ่ายค่าเป็นพิธีกรในรูปแบบของนักแสดงหรือพิธีกรรับจ้างเท่านั้น ไม่เคยให้เป็นค่าน้ำมัน ซึ่งการระบุในเอกสารของนายสมัครน่าจะเป็นความเข้าใจผิด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะตุลาการได้ใช้เวลาสืบพยานทั้ง 2 ปากเป็นเวลา 2 ชั่วโมง หลังจากนั้นคณะตุลาการได้ประชุมเพื่อกำหนดนัดอ่านคำวินิจฉัย โดยศาลนัดคู่ความฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 9 กันยายน เวลา 14.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในวันอังคารที่ 9 กันยายน ว่านายสมัครมีคำผิดตามคำฟ้องจริง จะส่งผลให้นายสมัครจะต้องหลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในทันที ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 (7) แต่ความเป็น ส.ส.ยังคงอยู่ รวมทั้งคณะรัฐมนตรีก็จะต้องสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีไปทั้งคณะ อย่างไรก็ตาม นายสมัครสามารถจะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้เหมือนเดิม หากสภาผู้แทนราษฎรเสนอชื่อให้กลับมาดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง สมัคร อารมณ์ดีบอก แล้วแต่ศาล เมื่อเวลา 16.10 น. หลังเสร็จภารกิจจากการเป็นประธานการประชุมอาเซียนเลกเชอร์ 2008 ที่กระทรวงการต่างประเทศ แล้ว นายสมัครปฏิเสธที่จะตอบคำถามผู้สื่อข่าว กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีในวันที่ 9 กันยายนนี้ โดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “แล้วแต่ศาล” จากนั้นก็เดินทางออกจากกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อไปขึ้นเครื่องบินเดินทางไป จ.อุดรธานี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างร่วมงานที่กระทรวงการต่างประเทศนั้น นายสมัครยังคงอารมณ์ดีและร่วมร้องเพลงไทยเดิมให้คณะทูตและผู้ร่วมงานได้ฟังด้วย โดยเพลงดังกล่าวมีเนื้อหาเกี่ยวกับวรรณคดีเรื่องพระอภัยมณี ครม.ฝุ่นตลบ- เติ้ง ต่อสาย แม้ว ขณะที่กระแสข่าวศาลรัฐธรรมนูญชี้ชะตานายสมัครได้แพร่สะพัดออกไป ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างคึกคักในหมู่พรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะกระแสการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี ล่าสุดมีรายงานข่าวจากพรรคพลังประชาชนว่า แกนนำในพรรคพลังประชาชน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรค เป็นต้น ได้ร่วมประเมินการตัดสินคดีดังกล่าวของนายสมัคร โดยเห็นพ้องกันว่าแนวโน้มจะถูกตัดสินว่ามีความผิดสูง ซึ่งจะมีผลทำให้ต้องออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รวมถึง ครม.ที่จะต้องสิ้นสถานภาพไปพร้อมกันด้วย มีรายงานว่าแกนนำพรรคพลังประชาชนได้ประสานไปยังพรรคร่วมรัฐบาลให้เสนอชื่อนายสมัครกลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง แต่ถูกแย้งกลับมาว่า หากนายกฯ ยังเป็นนายสมัครอยู่ อาจทำให้ปัญหาบานปลายหนักขึ้นไปอีก พร้อมกับเสนอว่าควรใช้รูปแบบรัฐบาลแห่งชาติ โดยให้พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาร่วมรัฐบาลด้วย เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติการเมืองเฉพาะหน้า ด้านแหล่งข่าวจากพรรคชาติไทยยืนยันว่า เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมานายบรรหารได้โทรศัพท์ไปหารือกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อประเมินสถานการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้น โดยนายบรรหารได้หารือและปรึกษาว่า พรรคร่วมรัฐบาลเกือบทั้งหมดจะถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาล แต่ พ.ต.ท.ทักษิณขอร้องให้นายบรรหารเป็นตัวประสาน พร้อมยืนยันว่า หากนายสมัครลาออกจากตำแหน่งนายกฯ หรือเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองจะเสนอชื่อนายบรรหารเป็นนายกฯ แทน "แต่พวกเรา (พรรคชาติไทย) ประเมินกันว่า การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเสนอชื่อนายบรรหาร อาจจะเป็นเพียงแค่การซื้อเวลาเท่านั้น เพราะเท่าที่มีการเช็กข่าวก็พบว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้ทาบทาม พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ มาเป็นนายกฯ แทนนายสมัครเช่นเดียวกัน ซึ่งนายบรรหารก็ไม่ได้ไว้ใจ พ.ต.ท.ทักษิณในเรื่องนี้ ถึงได้เสนอทางออกให้มีการยุบสภาแทน พร้อมเสนอไปยัง พ.ต.ท.ทักษิณให้มีการตั้งรัฐบาลแห่งชาติ โดยให้นายบรรหารขึ้นมาเป็นนายกฯ เพื่อคลี่คลายสถานการณ์บ้านเมือง" แหล่งข่าวคนเดียวกันกล่าว อย่างไรก็ดี ถึงนาทีนี้มีความเป็นไปได้สูงที่พรรคร่วมทั้งหมดจะเห็นพ้องเสนอชื่อนายบรรหารเป็นนายกฯ คนใหม่ เพราะเชื่อว่าจะเป็นทางเดียวที่ทำให้พันธมิตรล่าถอยออกจากทำเนียบรัฐบาลได้ โดยที่ขั้วการเมืองยังไม่เปลี่ยนแปลง รายงานข่าวแจ้งว่า มีความเป็นไปได้ที่นายสมัครจะตัดสินใจยุบสภา หลังจากสถานการณ์ทางการเมืองกดดันหนัก โดยนายสมัครจะบอกต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเช้าวันอังคารที่ 9 กันยายนนี้ ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย ชงสูตร 3-2-1 บรรหาร เสียบนายกฯ รายงานข่าวจากพรรคชาติไทยเปิดเผยว่า แกนนำพรรคชาติไทยได้รับการติดต่อจากพรรคพลังประชาชนว่า หากนายสมัครถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขาดคุณสมบัติ และเป็นเหตุให้ ครม.ต้องหลุดทั้งคณะ พรรคพลังประชาชนเตรียมสนับสนุน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง หรือนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ศึกษาธิการ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน ซึ่งแกนนำพรรคและนายบรรหารรับทราบเงื่อนไขของพรรคพลังประชาชนแล้ว โดยให้ความเห็นว่า แม้ว่าพรรคชาติไทยจะยังคงสนับสนุนให้คนของพรรคพลังประชาชนขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ปัญหาก็ไม่ยุติ เพราะกลุ่มพันธมิตรได้ยื่นเงื่อนไขว่าจะไม่เอานายกฯ จากพรรคพลังประชานชน ดังนั้นพรรคชาติไทยจึงน่าจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมและลดแรงต้านจากสังคมได้ระดับหนึ่ง แกนนำพรรคจึงเสนอเงื่อนไขให้นายบรรหารเป็นนายกรัฐมนตรี โดยให้ใช้สูตร 3-2-1 (บรรหาร-สมชาย-สุรพงษ์) แทนที่จะใช้สูตร 1-2-3 (สุรพงษ์-สมชาย-บรรหาร) ซึ่งพรรคชาติไทยแสดงความพร้อมที่จะให้นายบรรหารขึ้นเป็นนายกฯ โดยมอบหมาย พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรค เดินสายทำความเข้าใจกับพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อประคองสถานการณ์ไปจนกว่าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 จะผ่านชั้นวุฒิสภา จากนั้นจึงจะมีการยุบสภา สมัคร ปราศรัยอุดรฯไม่ยุบ-ไม่ออก ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 18.45 น. นายสมัครได้ขึ้นเวทีปราศรัยที่สวนสาธารณะทุ่งศรีเมือง จ.อุดรธานี ระบุว่า การเดินทางมา จ.อุดรธานี เพื่อมารายงานให้ทราบว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ทำความผิด ไม่ได้ทำความสกปรก และขอท้าทายให้ตรวจสอบได้ เราทำงานมา 7 เดือน รัฐบาลชุดนี้เข้ามาทำงาน ต่างประเทศก็หันหน้าเข้ามาคบค้า และจากการที่ได้พบทูตต่างๆ ก็บอกว่ารับไม่ได้ถ้ามีการปฏิวัติ นี่คือเหตุผลว่าทำไมตนต้องอยู่เพื่อรักษาประชาธิปไตย บ้านเมืองนี้บริหารมาดีๆ แต่กลับมีคน 5 คน มาปลุกระดมให้ชิงชังรัฐบาลโดยไม่มีเหตุผล ตนรับไม่ได้ นายสมัครกล่าวต่อว่า ตนทำงานการเมืองมีความสุจริตเป็นที่ตั้ง และวันนี้ที่ทหารไม่ปฏิวัติ เพราะส่วนหนึ่งตนสามารถทำงานร่วมกับทหารได้ การโยกย้ายที่ผ่านมาทหารทุกคนก็พอใจ แสดงว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้ยุ่มย่ามกิจการทหาร อยู่เป็นเพื่อนเขา สนองงานเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน และทำงานรวมกับทางราชการได้ ทั้งที่มีคนยึดทำเนียบรัฐบาล เราต้องอดกลั้น สังคมนี้มันประหลาดทั้งที่มีคนยึดทำเนียบ นายกฯ กล่าวว่า วันอังคารที่ 9 กันยายนนี้ จะประชุม ครม.ตามปกติ และกำลังจะเจรจากับนายบรรหาร เพื่อจะไปประชุม ครม.สัญจรครั้งต่อไปที่ จ.สุพรรณบุรี เพราะตนตั้งใจจะไปพูดกับประชาชน และขอให้ประชาชนรักษาความสงบ ไม่ทำอย่างที่คนอื่นทำ ขอให้อยู่เฉยๆ และรักษาบ้านเมืองไว้ เมื่อไรที่มีอะไรที่ไม่เหตุผล ก็ค่อยโผล่ออกมา วันนี้จะมีการปลุกระดม ขอให้ทุกคนอยู่ในที่ตั้ง "ผมยืนยัน จะไม่ยุบสภา ไม่ลาออก และจะทำตามที่ชาวอุดรบอกว่า สู้ๆ" ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เนื้อหาการปราศรัยของนายกฯ ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ส่วนใหญ่จะเป็นการโจมตีกลุ่มพันธมิตรที่อยู่ในทำเนียบรัฐบาล เลี้ยบ ปัดข่าวเตรียมนายกฯสำรอง ด้าน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ที่ จ.อุดรธานี ยืนยันว่า พรรคไม่ได้เตรียมการอะไรเป็นพิเศษในการรอฟังผลวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งปฎิเสธข่าวที่ว่าพรรคเตรียมคนสำรองไว้เป็นนายกฯ แทนนายสมัคร โดยยืนยันว่าไม่มีอะไรทั้งสิ้น ทั้งหมดนี้จะต้องรอฟังคำพิพากษาก่อน จึงจะมีการพูดคุยกันว่าจะทำอย่างไรต่อไป ต่อข้อถามว่า แนวโน้มที่จะให้นายสมัครเลือก คือยุบสภาและลาออกใช่หรือไม่ นพ.สุรพงษ์กล่าวว่า ไม่ใช่ เราอยากเห็นทางออกของบ้านเมือง เป็นไปในทิศทางที่ทุกคนเชื่อมั่น ตามวิถีทางประชาธิปไตย พปช.แฉขบวนการดันนายกฯคนกลาง นายนิสิต สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคพลังประชาชน แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน ให้สัมภาษณ์ว่าขณะนี้มีข่าวเชิงลึกว่ามีขบวนการเคลื่อนไหวนำคนที่ไม่ได้เป็น ส.ส.เข้ามาเป็นนายกฯ คนกลาง และมีการบีบให้นายสมัครลาออกหรือยุบสภา ถ้าทำแบบนี้จะต้องงดเว้นรัฐธรรมนูญหลายมาตรา ถือเป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากระบอบประชาธิปไตย ถ้ามีการเปลี่ยนแบบนอกระบบพรรคพลังประชาชนจะไม่ยอมร่วมมือด้วยอย่างแน่นอน โดยมีประชาชนทั่วประเทศที่ไม่เห็นด้วยพร้อมที่จะเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ เพราะประเทศไทยจะเข้าสู่กลียุคเกิดสงครามประชาชนแน่ อย่างไรก็ตามทางกลุ่มเห็นว่า หากนายสมัครต้องพ้นจากตำแหน่งนายกฯ ก็พร้อมโหวตกลับให้นายสมัครกลับเข้ามาเป็นนายกฯ อีกครั้ง เหล่าทัพหนุนศาลคลี่คลายวิกฤติ รายงานข่าวจากแจ้งว่า บรรดาผู้นำกองทัพได้ร่วมกันหารือถึงสถานการณ์การเมืองที่กำลังตึงเครียด เพราะความเห็นที่แตกต่างกัน แต่ก็เชื่อว่าที่สุดแล้วแต่ละฝ่ายจะเข้าใจและสามารถหาจุดร่วมกันได้ แม้ที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายจะปฏิเสธมาร่วมเจรจากันก็ตาม อย่างไรก็ตาม เหล่าทัพเห็นว่า เมื่อกระบวนการทางศาล หรือกระบวนการยุติธรรม กำลังเดินหน้าทำหน้าที่ ก็อยากให้กำลังใจศาล เพื่อให้มีความเที่ยงธรรม มีประสิทธิภาพ และมีความกล้าหาญ เพื่อนำพาชาติบ้านเมืองพ้นจากวิกฤติที่เกิดขึ้น เพราะศาลนับเป็นที่พึ่งสุดท้ายของคนไทยแล้ว



ขอขอบคุณ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 9 กันยายน 2551
โดย นางสาวศศิวิมล ศักรภพน์กุล ID : 5131601506
Section 2

ถก 3 ฝ่ายแนะถอยคนละก้าว แนะนายก ออก

การประชุมร่วม 3 ฝ่าย ประธานวุฒิสภา แนะสมัครลาออกเปิดทางตั้งรัฐบาลใหม่ และพันธมิตรฯต้องยุติการชุมนุมที่ประชุม 3 ฝ่ายความคืบหน้าการประชุมร่วม 3 ฝ่าย เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตประเทศ หลังกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล ประกาศจุดยืนชัดเจนนายกรัฐมนตรีต้องลาออก ขณะที่นายสมัคร สุนทรเวช ยืนยันจะไม่ลาออก หรือยุบสภาตามข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรฯ นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ได้นำผลการหารือกับผู้บัญชาการทหารบก และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มาแจ้งให้ที่ประชุมทราบ โดยผลการเจรจากับผู้บัญชาการทหารบก ตนเองได้แสดงความเป็นห่วงในสถานการณ์ขณะนี้ และอยากให้ทุกฝ่ายยึดความมั่นคงและประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก หันหน้าเข้าหากัน ถอยกันคนละก้าว ขณะที่ฝ่ายทหารได้ยืนยันหนักแน่น 2 ประเด็นหลัก คือ ไม่ให้ทหารใช้กำลังในการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ และทหารจะไม่ปฏิวัติรัฐประหารอย่างเด็ดขาด ซึ่งวิธีการทางรัฐสภา น่าจะเป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุดของบ้านเมืองในขณะนี้ ตัวแทนพรรคการเมืองร่วมประชุม3ฝ่ายแก้ไขปัญหาวิกฤตประเทศ โดยเสนอให้นายกรัฐมนตรีลาออก และกลุ่มพันธมิตรฯต้องยุติการชุมนุม สำหรับการเจรจากับกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น ประธานวุฒิสภา กล่าวว่า ได้ประสานไปเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการหารือกัน เนื่องจากเวลายังไม่เอื้ออำนวย อย่างไรก็ตามเห็นว่าทางออกที่ดีที่สุด ทุกฝ่ายควรลดทิฐิ ถอยกันคนละก้าว พร้อมเสนอแนวทางปฏิบัติ คือ นายกรัฐมนตรีประกาศลาออก เพื่อเปิดโอกาสให้มีการตั้งรัฐบาลใหม่ที่ทุกฝ่ายรับได้ ทำหน้าที่ชั่วคราวระยะสั้น ก่อนคืนอำนาจให้ประชาชนต่อไป หรือประกาศยุบสภา เพื่อเลือกตั้งใหม่ ส่วนพันธมิตรฯ ต้องเคารพอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย และควรยุติการชุมนุม สำหรับแนวทางการทำประชามติที่นายกรัฐมนตรีเสนอ คณะทำงานเห็นว่าไม่น่าจะปฏิบัติได้ในขณะนี้.พลเอกเชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา กล่าวก่อนเข้าร่วมประชุมร่วม 3 ฝ่าย เพื่อหารือแก้ปัญหาวิกฤติการเมืองว่า ทางเลือกในการแก้ไขปัญหา มีทั้งยุบสภา และให้นายกรัฐมนตรีลาออก แต่ขณะนี้ไม่สามารถเดาได้ว่านายกรัฐมนตรีจะเลือกแนวทางใด ส่วนการถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาลนั้น ยืนยันยังไม่มีการถอนตัวขณะนี้ด้านนายนิกร จำนง รองหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า มารับฟังแนวทางการแก้ไขปัญหาวิกฤติชาติที่เกิดขึ้นในขณะนี้ โดยก่อนหน้านี้ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค บอกว่าการแก้ไขปัญหาต้องถอยกันคนละก้าว ทั้งนี้เชื่อว่าการเจรจาร่วมกันจะเป็นทางออกที่ดีในการแก้ไขปัญหา แม้ขณะนี้การเจรจาจะไม่ประสบผลสำเร็จ แต่หากมีการเจรจาอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าจะมีทางออก

ขอขอบคุณ www.sanook.com
โดย นางสาวศศิวิมล ศักรภพน์กุล
ID : 5131601506 Section 2
สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง