2551/09/04

พันธมิตรฯไม่เอาประชามติ ปธ.วุฒิสภาระบุสายเกินไป [4 ก.ย. 51 - 20:27]


วันนี้ (4 ก.ย.) นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่การประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ วันนี้ มีมติให้ทำประชามติเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ว่า การกระทำของรัฐบาลไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะการทำประชามติเพื่อแก้ไขวิกฤติการเมืองจะทำไม่ได้ และเห็นว่ารัฐบาลหาทางออกง่ายๆ นอกจากนี้ พรรคพลังประชาชนก็กำลังเข้าสู่กระบวนการยุบพรรคแล้ว อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลจะทำประชามติกับประชาชนเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้สามารถทำได้ และยืนยันว่าพันธมิตรฯ ยังคงรับฟังความคิดเห็นจากหลายๆ ฝ่ายอยู่แล้ว แต่จุดยืนยังคงเหมือนเดิมตามที่เคยประกาศไว้ คือให้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลลาออก
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ภายในทำเนียบรัฐบาล ยังคงเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนทยอยเดินทางเข้ามาร่วมชุมนุมอย่างต่อเนื่องแม้สภาพอากาศจะร้อนก็ตาม ส่วนบนเวทีปราศรัยยังคงมีแกนนำผลัดกันขึ้นปราศรัยโจมตี นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ถึงเรื่องต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
ด้านนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา แสดงความคิดเห็นเรื่องการทำประชามติเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติการเมืองในขณะนี้ ว่า เวลานี้อาจสายเกินไปแล้วที่จะนำการทำประชามติมาใช้แก้ปัญหาบ้านเมือง เพราะถือปัญหาการเมืองเร่งด่วนเฉพาะหน้า ที่จะต้องเร่งแก้ไข ซึ่งการประชุมวุฒิสภาวันพรุ่งนี้ (5 ก.ย.) ได้มีการบรรจุร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบแล้ว แต่หากจะพิจารณากฎหมายนี้ให้แล้วเสร็จอย่างเร็วที่สุดต้องใช้เวลา 1 เดือน ดังนั้นทางที่ดีควรแก้ไขด้วยกระบวนการทางรัฐสภา
ส่วนที่จะมีการหารือของผู้นำ 3 ฝ่าย ว่าจะมีการเปิดประชุมร่วม 2 สภาในวันพรุ่งนี้หรือไม่นั้น ประธานวุฒิสภา กล่าวว่า จากการหารือกับสมาชิกวุฒิสภาบางส่วน มีความเห็นแบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือเห็นว่า การประชุมร่วมสภาไม่เกิดประโยชน์ ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่า น่าจะเป็นช่องทางในการเสนอแนะทางออกใหม่ๆ ได้ ส่วนการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 หากสภาผู้แทนราษฎรผ่านความเห็นชอบในวันพรุ่งนี้ สมาชิกวุฒิสภาจะบรรจุเข้าสู่การพิจารณาในวันที่ 12 ก.ย. แต่หากมีการยุบสภาก่อนวันที่ 12 ก.ย. คงต้องใช้ร่างเดิม
ขณะที่นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน กล่าวภายหลังเข้าเยี่ยมคารวะ ประธานวุฒิสภา ว่า เพื่อให้กำลังใจฝ่ายนิติบัญญัติในการแก้ไขปัญหาการเมืองให้สำเร็จ เนื่องจากนานาชาติให้ความสนใจและได้สอบถามถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งตนเองได้ชี้แจงกับหลายประเทศไปแล้ว โดยขอให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะสามารถผ่านวิกฤตการเมืองครั้งนี้ไปได้ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าสถานการณ์ทางการเมืองส่งผลกระทบต่อการแสดงบทบาทการเป็นประธานอาเซียนของไทยอยู่บ้าง จึงขอให้ฝ่ายนิติบัญญัติระดมหาทางคลี่คลายสถานการณ์เป็นการด่วน


ขอขอบคุณ http://www.thairath.co.th
โดย นาย วีรพงศ์ พุทธสอน
ID: 5131601494
section : 2
school 0f law

พันธมิตรชุมพรตาย-เจ็บ อุบัติเหตุเดินทางร่วมชุมนุม [4 ก.ย. 51 - 22:24]


ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เวทีทำเนียบรัฐบาล ช่วงค่ำที่ผ่านมา (4ก.ย.) มีการปราศรัยสลับการแสดงดนตรี โดย นายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) พร้อมแกนนำรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ขึ้นเวทีปราศรัยประกาศกดดันรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง พร้อมรายงานผลการนัดหยุดงานรัฐวิสาหกิจทั้งหมดช่วง 2 วันที่ผ่านมา ว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ตัดไฟในพื้นที่ ภาคเหนือ 12 จุด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 14 จุด ภาคกลาง 6 จุด และ ภาคใต้ 3 จุด รวมทั้งหมด 39 พื้นที่ ส่วนการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ตัดไฟฟ้า 2 จุด จุดละประมาณ 2-3 ชั่วโมงเพื่อไม่ให้หน่วยงานต่างๆได้รู้ตัว สำหรับการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ยังคงหยุดการเดินรถร้อยละ 80 ของทั้งหมด โดยเฉพาะสายใต้ รถไฟหยุดวิ่ง 100 เปอร์เซ็นต์ ในส่วนการบินไทย เครื่องบินดีเลย์ รวมทั้งการซ่อมบำรุงและการขนส่งสินค้าล่าช้า นอกจากนี้ การท่าเรือแห่งประเทศไทย คลองเตย หยุดให้บริการขนส่งสินค้า 100 ร้อยเปอร์เซ็นต์

"รัฐวิสาหกิจทั้งหมดยังเดินหน้าต่อต้านรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ยืนยันว่าการกดดันจะดำเนินการเฉพาะสถานที่ราชการ ไม่ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน" นายสาวิทย์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า ต่อมา เยาวชนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขึ้นเวทีปราศรัยประกาศนัดชุมนุมใหญ่นิสิตนักศึกษาทั่วประเทศวันเสาร์ที่ 6 ก.ย. นี้ ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์เวลา 18.00 น.

นายสาวิทย์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังกรณีไม่เข้าหารือกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (กอฉ.) ที่นัดหมายในวันนี้ ว่า สถานการณ์ในขณะนี้ไม่เหมาะสมในการหารือ อาจเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการเจรจา เพียงขอชะลอไปก่อน สรส.จะนัดหมายพูดคุยกันอีกครั้ง เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณผู้บัญชาการทหารบก ยืนยันว่า สะดวกจริงๆ ที่จะเข้าพบในขณะนี้

ด้าน นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวถึงการชี้แจงสถานการณ์การเมืองของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ผ่านสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย ว่า ไม่ใช่เรื่องเกินคาดหมายที่จะไม่ลาออก เพราะเป็นจุดมุ่งหมายรักษาสถานะขอตนเอง โดยไม่สนใจว่าระบบจะเสื่อมลง อย่างไรก็ตาม หากยังดื้อดึง จะเกิดการเปลี่ยนทางการเมือง 2-3 ด้าน เหนือความคาดหมาย ความขัดแย้งจะขยายวงกว้างไปยังต่างจังหวัด และอาจเป็นเงื่อนไขให้เกิดการรัฐประหาร ส่วนกรณี รัฐบาลเตรียมทำประชามติสถานการณ์การเมืองขณะนี้ ยืนยันว่า ทำไม่ได้ เพราะขัดรัฐธรรมนูญ หากรัฐบาลยืนยันจะทำเรื่องนี้จริง ก็จะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ สำหรับกรณีศาลอุทธรณ์เลิกคุ้มครองชั่วคราวประเด็นให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกจากพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล ถือเป็นดุลพินิจของผู้บัญชาการทหารบก อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ยืนยันว่าจะไม่ใช่กำลัง ถือเป็นเรื่องดีที่จะใช้วิถีการเมืองแก้ไขปัญหา

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ต่อมา แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทั้ง 5 คน ขึ้นเวทีปราศรัยมีการยืนไว้อาลัยแสดงความเสียใจกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จ.ชุมพร ที่เดินทางมาร่วมชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล แต่เกิดอุบัติทางรถยนต์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ


โดย นาย วีรพงศ์ พุทธสอน
ID: 5131601494
section : 2
school of law

ขยายปริมาณรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง เพิ่มอีก 1 ล.ตัน [4 ก.ย. 51 - 21:17]



วันนี้ (4 ก.ย.) น.ส.ศุภรัตน์ นาคบุญนำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการข้าวครบวงจร ได้เห็นชอบให้ขยายปริมาณการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ประจำปีการผลิต 2551 เพิ่มขึ้นอีก 1 ล้านตัน จากเดิมกำหนดเป้าหมายที่ 2.5 ล้านตัน เพิ่มเป็น 3.5 ล้านตัน หลังจากพบว่ามีชาวนาได้เร่งปลูกข้าวเปลือกนาปรังกันมากจนทำให้ล่าสุดมีชาวนานำข้าวเปลือกมาเข้าโครงการรับจำนำแล้วถึง 2.2 ล้านตัน ขณะที่ยังเหลือเวลารับจำนำอีกประมาณ 1 เดือน คือภายในวันที่ 30 ก.ย.นี้ จึงทำให้ต้องขยายปริมาณข้าวเพิ่มเติมอีก โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ต้องรับภาระเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1 หมื่นล้านบาท
น.ส.ศุภรัตน์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบให้ขยายเวลาการปิดบัญชีโครงการจากเดิมที่จะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธ.ค.นี้ ออกไปเป็น 31 มี.ค. 2552 เพื่อให้มีระยะเวลาในการดำเนินงานมากขึ้น โดยไม่ต้องเร่งรัดใดๆ รวมทั้งยังเห็นชอบให้เร่งการจำหน่ายข้าวในสตอกเดิมที่มีอยู่ 2.1 ล้านตัน โดยเร็วที่สุด เพื่อระบายข้าวที่ส่วนใหญ่เป็นข้าวที่รับจำนำมาตั้งแต่ปีการผลิต 2548 โดยเน้นการขายแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล หรือ จีทูจี หากมีคำสั่งซื้อหรือออร์เดอร์เกินจากสตอกเดิมก็สามารถขายข้าวนาปรังที่รับจำนำล่าสุดได้ ซึ่งปัจจุบันมีคำสั่งซื้อข้าวจากต่างประเทศมากกว่า 20 ประเทศ
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมอนุมัติค่าใช้จ่ายให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อไปเจรจาขายข้าวกับรัฐบาลมาเลเซีย หลังจากที่ไทยกำลังมีปัญหาสถานการณ์การเมืองจึงทำให้คณะเจรจาของมาเลเซียได้ยกเลิกการเดินทางมาเจรจาซื้อข้าวจำนวน 300,000 ตันจากไทย ดังนั้นเพื่อรักษาความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศและเร่งระบายข้าวคณะทำงานจึงต้องเดินทางไปเจรจาขายข้าวที่มาเลเซียเอง
อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมนายกรัฐมนตรีไม่ได้ชี้แจงเรื่องสถานการณ์การเมืองให้ที่ประชุมรับทราบแต่อย่างใด แต่ได้ชี้แจงแหตุผลเรื่องการระบายข้าวในสตอกเดิมว่าเป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะกิจ เพราะยังมีข้าวอยู่ในสตอกเดิมอยู่มาก จึงต้องเร่งระบายข้าวออกไปโดยเร็ว และเน้นการดำเนินการแบบจีทูจี โดยไม่ให้ธุรกิจเกิดความเสียหาย
โดย นางสาวธิติมา ถนอมรอด
ID.5131601352 Section 02

กอฉ.ซุ่มรอเวลาบังคับใช้กม. วอนอย่ากดดันหวั่นปัญหาลาม


พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะรองผู้อำนวยการกองอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (กอฉ.) กล่าวถึงผลประชุม กอฉ. วันนี้ (4 ก.ย.) ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และผู้รับผิดชอบในการบังคับใช้ รวมทั้งติดตามความก้าวหน้าการทำงาน ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการเตรียมแผน การเตรียมกำลัง ประเด็นสำคัญ ยังเน้นนโยบายงดการใช้ความรุนแรง และจะใช้กฎหมายที่มีอยู่ดำเนินการ เพราะการใช้กำลังเข้าปฏิบัติต่อกลุ่มคนโดยตรง จะเกิดผลกระทบในวงกว้าง ต้องคำนึงถึงบุคคลอื่นๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย

รองผู้อำนวยการ กอฉ. กล่าวต่อว่าที่ประชุมได้พิจารณาว่า จะมีวิธีการอย่างไรเพื่อดำเนินการตามข้อกำหนดทั้ง 5 ข้อ ที่ออกตามความในมาตรา 9 ของ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยไม่ได้กำหนดเงื่อนไขเรื่องวิธีการและเวลา ต้องขึ้นกับสถานการณ์ที่ต้องปฏิบัติ เพราะเป็นที่ทราบดีอยู่แล้วว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้น มีการบ่มเพาะมานาน และเงื่อนไขต่างๆ เพิ่มขึ้นทุกวัน การนำ พ.ร.ก.ดังกล่าวเข้ามาแก้ไขให้ได้ผลในวันเดียว เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

"ทุกคนเห็นแล้วว่าการใช้กำลังเข้าปฏิบัติการ ทำให้เกิดการสูญเสียบาดเจ็บ แล้วเจ้าหน้าที่จะเป็นฝ่ายผิดทันที ต้องใช้เวลาอาศัยการวางแผนใช้มาตรการเสริมด้วย จึงไม่อยากให้มากดดันกับคณะกรรมการด้วยเวลาหรือเงื่อนไขต่างๆ เพราะถ้าตัดสินใจอะไรเร็วเกินไปจะเกิดข้อผิดพลาด" รองผู้อำนวยการ กอฉ. กล่าว

รองผู้อำนวยการ กอฉ. กล่าวต่ออีกว่าทุกกลุ่มที่ยังเคลื่อนไหวอยู่ในขณะนี้ เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ไม่ว่าสถานการณ์จะยุติอย่างไร ความผิดก็ยังคงอยู่ ทุกคนจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายในโอกาสต่อไป ส่วนกรณีแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) อาจเคลื่อนการชุมนุมกลับเข้ามาอีก เป็นเรื่องที่ต้องเตรียมแผนและกำลังไว้เต็มที่ เพื่อไม่ให้เกิดการปะทะกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเช่นที่ผ่านมา ขณะเดียวกันต้องการขอร้องให้ต่างคนต่างอยู่ในที่ที่เคยอยู่ แล้วค่อยๆ แก้ไขปัญหากันไป เพราะถ้ายังกดดันกันเช่นนี้จะไม่มีอะไรจบสิ้น เจ้าหน้าที่ก็ลำบากใจในการทำงาน เนื่องจากไม่ต้องการทำร้ายประชาชน ทุกอย่างต้องให้เวลาในการคลี่คลาย ใช้สมองในการคิดแก้ไขปัญหาในทางละมุนละม่อม ต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน อย่าทำให้เกิดความวุ่นวายกว่านี้อีกเลย

"ต้องหาผู้แทนหรือใครที่จะมาเป็นคนไกล่เกลี่ยเจรจาให้คลี่คลายไปในทางที่ดี ซึ่งแนวทางการเจรจามีการดำเนินการทั้งในทางลับและทางเปิด ผ่านทั้งทางสื่อและญาติพี่น้อง เพื่อขอร้องให้ทั้ง 2 ฝ่ายหาทางแก้ปัญหากันให้ได้ ขึ้นอยู่ว่าเขาจะทำหรือไม่ทำ เพราะเราไปบังคับเขาไม่ได้ ต้องขอร้องกัน ให้ช่วยกันระมัดระวัง ให้ออกมาต่อสู้กันในทางที่ถูกต้อง ข้อสำคัญคือทุกคนต้องปลอดภัย บ้านเมืองต้องปลอดภัย ต้องไม่เสียชื่อไปมากกว่านี้" รองผู้อำนวยการ กอฉ. กล่าวและว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะผู้อำนวยการ กอฉ. ได้รายงานการทำงานของคณะกรรมการให้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ทราบตลอด นายกรัฐมนตรีไม่ได้ติดใจเรื่องใด เพียงแต่เน้นว่าอย่าให้เกิดความรุนแรง ในส่วนของคณะกรรมการจะพยายามทำให้ดีที่สุด
ขอขอบคุณ www.dailynews.co.th
โดย นางสาวศศิวิมล ศักรภพน์กุล
ID. 5131601506 Sec 2
School of law

สื่อนอกตีข่าวไทย"กรุงแตก"

สื่อนอกตีข่าวไทย"กรุงแตก"เลือดไหลนอง !! เกิดโกลาหลถึงจุดสูงสุด ภาพลักษณ์ "ธุรกิจ-ลงทุน" ติดลบสื่อนอกตีข่าวไทยจ่อนองเลือด!! การเมืองอยู่ในภาวะโกลาหล ส่งผลสะเทือนต่อภาพลักษณ์ในเชิงธุรกิจและการลงทุนหนักหนาสาหัส ถึงจุดสูงสุดมองว่าเป็นเมืองเอกแตกไปแล้ว
P { margin: 0px; }
ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อวันที่ 3 กันยายนว่า สื่อมวลชนต่างประเทศยังคงจับตามองพัฒนาการทางการเมืองของไทย และเห็นสภาพตีบตันทางการเมืองมากขึ้นทุกขณะ เนื้อหาหลักในการนำเสนอของสื่อต่างประเทศก็คือ การประกาศภาวะฉุกเฉินดำเนินไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ในขณะที่เอพีเห็นว่า การประกาศดังกล่าวถูกดูถูกจากกลุ่มพันธมิตรด้วยซ้ำไป
ขณะที่ ชอว์น คริสพิ่น แห่ง เอเชียไทม์ส ออนไลน์ (เอโอแอล) ระบุว่า สิ่งที่รออยู่เบื้องหน้าคือ เลือดที่จะไหลนองมากขึ้นและความสับสนทางการเมืองที่จะทวีคูณขึ้นเมื่อ คณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต)มีมติที่อาจส่งผลถึงขั้นยุบพรรคพลังประชาชนในข้อหาโกงการเลือกตั้ง

ในทางตรงกันข้าม สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลสะเทือนต่อภาพลักษณ์ในเชิงธุรกิจและการลงทุนหนักหนาสาหัสมากขึ้นตามลำดับ รายงานของสำนักข่าว บลูมเบิร์ก ระบุว่า เครดิตสวิส ธนาคารเพื่อการลงทุนระดับโลก แนะบรรดานักลงทุนที่เป็นลูกค้าของตนเองให้เลี่ยงการลงทุนในไทย พร้อมๆกับที่ คริสพิ่น อ้างแหล่งข่าวที่ในธนาคารเพื่อการลงทุนใหญ่ของภูมิภาคเอเชียระบุว่า นักลงทุนเริ่มสอบถามเข้ามามากและถี่ขึ้นตามลำดับแล้วว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในไทยจะส่งผลลบต่อทั้งภูมิภาคได้หรือไม่

"การเมืองไทยถูกมองอยู่ก่อนแล้วว่าอยู่ในภาวะโกลาหล เหตุการณ์ล่าสุดได้ยกระดับภาพที่ว่านั้นขึ้นถึงจุดสูงสุด ตอนนี้ไทยถูกมองว่าเป็นเมืองเอกแตกไปแล้ว" แหล่งข่าวระบุ ในขณะเดียวกัน หนังสือพิมพ์ที่เป็นที่รู้จักกันในระดับโลก 2 ฉบับ เสนอบทบรรณาธิการเกี่ยวกับสถานการณ์ในไทยในวันเดียวกันนี้ โดย ไฟแนนเชียล ไทม์ส เชื่อว่าทางลงของ สมัคร สุนทรเวช น่าจะเดินไปตามแนวทางรัฐสภาด้วยการยุบสภาหรือพรรคร่วมรัฐบาลกดดันให้ออกและ จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว ในขณะที่ ดิ อินดีเพนเดนท์ ตั้งคำถามไว้น่าสนใจอย่างยิ่งยวดว่า "หรือถึงเวลาต้องพึ่งพระบารมีมารักษาประชาธิปไตยอีกครั้งหนึ่งแล้ว"

ทางด้านองค์การนิรโทษกรรมสากล (แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล) ออกแถลงการณ์ในกรุงลอนดอนในวันเดียวกันนี้เรียกร้องไม่ให้รัฐบาลไทยใช้พรก.ฉุกเฉินไปในทางที่จะลิดรอนสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนพื้นฐาน ทั้งนี้ นาย เบนจามิน ซาแวคซกี้ นักวิจัยทางด้านกฎหมายระหว่างประเทศระบุว่า กฎหมายระหว่างประเทศได้ให้หลักประกันเป็นพื้นฐานไว้ว่า ประชาชนมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นของตนเองได้ แม้ในยามที่มีการประกาศภาวะฉุกเฉินก็ตาม

นางสาวกิริฎา เภาพิจิต นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารโลกประจำประเทศไทยกล่าวถึงสถานการณ์การเมืองที่มีความรุนแรงขึ้นว่า มองว่าจะกระทบต่อเศรษฐกิจของไทยในระยะสั้นเท่านั้น และยังไม่กระทบต่อการลงทุนระยะยาว เนื่องจากนักลงทุนจะมองที่ปัจจัยพื้นฐานในระยะยาว ซึ่งในส่วนของเศรษฐกิจมหภาคเองมีหน่วยงานต่างๆ ดูแลอยู่แล้ว และหากการเมืองไม่กระทบนโยบายก็จะไม่ทำให้เกิดความกังวล แต่ถ้าหากการเมืองส่งผลให้นโยบายเปลี่ยนแปลง เช่นจากเดิมที่ประเทศไทยมีนโยบายเปิดประเทศมาตลอดเพื่อต้อนรับนักลงทุน แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นไม่เปิดประเทศก็จะกระทบนักลงทุน
“ปี 2550 ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 15 จากทั่วโลกในด้านกฎระเบียบที่เปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน ส่วนในปีนี้จะมีการประเมินในวันที่ 10 กันยายน ในด้านกฎระเบียบว่าจะอยู่อันดับใด” นางสาวกิริฎากล่าว

ที่มา
มติชนออนไลน์ http://www.matichon.co.th/
โดยนายศรัณยู บุญประจง ID 5131601500
section 02 สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

2551/09/02

พธม.ยื่นเงื่อนไขเจรจา สมัครลาออก-พปช.เว้นวรรค

เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ (2 ก.ย.) นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ให้สัมภาษณ์หลังจาก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.แถลงแนวทางการแก้ไขปัญหาการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ทำเนียบรัฐบาลว่าจะใช้วิธีการเจรา
โดยนายสมศักดิ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่รับการติดต่อจาก ผบ.ทบ.และยังไม่รู้ว่าจะเจรจาอะไร เพราะปัญหาขณะนี้เลยเวลาที่จะเจรจาแล้ว เนื่องจากรัฐบาลพรรคพลังประชาชนไม่มีความชอบธรรมที่จะบริหารประเทศต่อไปได้แล้ว อย่างน้อย 2 กรณีคือ ล่าสุด คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มียุบพรรคพลังประชาชน และการกระทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ดังนั้นกลุ่มพันธมิตรยืนยันที่ปักหลักชุมนุมต่อไป ส่วนกรณีที่กองทัพยืนยันว่าจะไม่มีการใช้กำลังนั้น ถือเป็นเรื่องทีดีเพราะพันธมิตรชุมนุมโดยสันติตามรัฐธรรมนูญ
นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับการชุมนุมของพันธมิตร จะยังคงมีการถ่ายทอดผ่านเอเอสทีวี ต่อไป หากมีการตัดสัญญาณถือว่าเป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นใครไม่มีสิทธิ์ตัดสัญญาณ เอเอสทีวี ได้ ส่วนจะมีการปิด เอเอสทีวี พร้อมกับ เอ็นบีทีนั้น พันธมิตรไม่ยอมเช่นเดียวกัน และจะต่อต้านจนถึงที่สุด เพราะความขัดแย้งเกิดจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จนลามมาถึงทุกวันนี้
ส่วนเงื่อนไขในการเจราของพันธมิตรมีจุดยืนและเงื่อนไขที่พอรับได้นั้น นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ต้องหารือแกนนำอย่างเป็นทางการก่อน แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของพันธมิตรฯ คือ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ต้องลาออก และพรรคพลังประชาชนต้องไม่เป็นรัฐบาล เพื่อตัดวงจรอุบาทก์ทางการเมืองให้สิ้นซากเพราะฝังลึกในสังคมไทยมานานกว่า 7-8 ปีแล้ว
ทางด้านนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า การที่รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นเพราะรัฐบาลต้องการควบคุมสถานการณ์ต่างๆ ให้คลี่คลาย ซึ่งขณะนี้ถือเป็นอำนาจหน้าที่ของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีจะมีวิธีในการดำเนินการกับปัญหาที่เกิดขึ้น
นายบรรหาร กล่าวว่า ในส่วนของพรรคชาติไทยจะติดตามสถานการณ์และหากมีข้อเสนอแนะทางออกของปัญหา ก็พร้อมเป็นคนกลางในการประสานกับทุกฝ่าย อีกทั้งเชื่อว่า หากทุกฝ่ายเคารพกฎหมายปัญหาต่างๆ จะคลี่คลาย

ขอขอบคุณ http://www.thairath.co.th/
โดย นางสาวศศิวมล ศักรภพน์กุล
ID:5131601506 Major Law
Seation 2

2551/08/31

เขตการปกครองของประเทศจีน


เขตการปกครองของจีน นั้น ตามรัฐธรรมนูญของจีน มีอยู่ด้วยกัน 3 ระดับ ได้แก่ มณฑล อำเภอ และ ตำบล แต่ในปัจจุบันได้เพิ่มมาอีก 2 ระดับ คือ จังหวัด และ หมู่บ้าน ซึ่งถ้านำมาเรียงใหม่จะได้เป็น มณฑล จังหวัด อำเภอ ตำบล และ หมู่บ้าน
สาธารณรัฐประชาชนจีนมีอำนาจการปกครองเหนือ 22 มณฑล และรัฐบาลจีนยังถือไต้หวัน เป็นมณฑลที่ 23 (มีข้อมูลเพิ่มเติมที่ ฐานะทางการเมืองของสาธารณรัฐจีน) รัฐบาลจีนยังอ้างสิทธิเหนือเกาะต่าง ๆ ในทะเลจีนใต้ด้วย นอกจากมณฑลแล้วยังมีเขตปกครองตนเอง 5 แห่งซึ่งมีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่มาก เทศบาลนคร 4 แห่งสำหรับเมืองที่ใหญ่ที่สุดในจีน และเขตบริหารพิเศษ (Special Administrative Regions, SARs) ที่จีนเข้าไปปกครอง โดยการแบ่งพื้นที่การปกครองเป็นดัง


มณฑล
1. อันฮุย
2. ฝูเจี้ยน (ฮกเกี้ยน)
3. กานซู
4. กว่างตง (กวางตุ้ง)
5. กุ้ยโจว
6. ไห่หนาน (ไหหลำ)
7. เหอเป่ย์
8. เฮย์หลงเจียง
9. เหอหนัน
10.หูเป่ย์
11.หูหนาน
12.เจียงซู
13.เจียงซี
14.จี๋หลิน
15.เหลียวหนิง
16.ชิงไห่
17.ฉ่านซี
18.ชานตง
19.ชานซี
20.ซื่อชวน (เสฉวน)
21.หยุนหนาน (ยูนนาน)
22.เจ๋อเจียง
เขตปกครองตนเอง
1. กว่างซีจ้วง (กวางสี)
2. มองโกเลียใน
3. หนิงเซี่ย หุย
4. ซินเจียงอุยกูร์
5. ทิเบต


เทศบาลนคร
1. เป่ย์จิง (ปักกิ่ง)
2. ฉงชิ่ง (จุงกิง)
3. ช่างไห่ (เซี่ยงไฮ้)
4. เทียนจิน (เทียนสิน)

เขตบริหารพิเศษของสาธารณรัฐประชาชนจีน
1. ฮ่องกง
2. มาเก๊า

ยืดเยื้อยาวนานครบ 100 วัน ชุมนุมพันธมิตรฯ


วันนี้ (1 ก.ย.) ถือว่า ครบ 100 วัน ของการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และครบ 7 วัน ของการชุมนุมในทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ยังคงมีการคุมเข้มรักษาความปลอดภัยเช่นเดิม พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ได้เดินตรวจความเรียบร้อยรอบทำเนียบฯ ขณะที่บนเวทีมีการจัดรายการทางเอเอสทีวี ตามปกติ ทั้งนี้ยังไม่มีข้าราชการเดินทางมาทำงานแต่อย่างใด ขณะที่โรงเรียนบริเวณใกล้เคียงได้เปิดเรียนตามปกติแล้ว
ส่วนการจราจรโดยรอบ พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รอง ผบช.น. มาตรวจสอบความเรียบร้อย และกล่าวว่า โรงเรียนในพื้นที่ถนนพิษณุโลกได้เปิดเรียนตามปกติ เนื่องจากใกล้วันสอบปลายภาค ซึ่งได้มีการระดมเจ้าหน้าที่จราจรกลาง 50 นาย คอยดูแลความเรียบร้อย พร้อมประสานแกนนำพันธมิตรฯ เปิดการจราจรช่วงกลางวันบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน
ขอขอบคุณ www.thairath.co.th [1 ก.ย. 51 - 11:36]
โดยนางสาวศศิวิมล ศักรภพน์กุล ID 5131601506
section 02 สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

"ชวน"อภิปรายติ"สมัคร"ท้วงติงศาล


เมื่อเวลา 19.00น. นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นอภิปรายท้วงติงญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่ระบุถึงเหตุการณ์ที่เปิดขึ้นมีความบานปลายแม้นสถาบันศาลก็ไม่สามารถก็แก้ปัญหาได้ นายชวนได้ระบุว่าศาลได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์แล้ว เป็นแต่เพียงปัญหาตามมาเป็นเพราะผู้ปฏิบัติ ดังนั้นการที่นายกรัฐมนตรีท้วงติงศาลเช่นนี้ถือว่าไม่ถูกต้อง ความจริงแล้วปัญหาที่บานปลายอยู่ทุกวันนี้ดำเนินมาก่อนที่นายสมัครจะเข้ามาทำหน้าที่เสียอีก นอกจากนี้แล้วนายชวนยังได้อภิปรายถึงการทำหน้าที่สื่อของรัฐยังถูกแทรกแซงอยู่ อย่างไรก็ตามกระบวนการประชาธิปไตยดีกว่าก่อนนี้มาก
ขอขอบคุณ มติชน
โดย นางสาวศศิวิมล ศักรภพน์กุล
ID. 5131601506
Section 2

ชี้ทุกฝ่ายต้องช่วยแก้วิกฤติ อย่าหวังผลสภาสูงเกินไป

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าววันนี้ (31 ส.ค.) ระหว่างการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาญัตติเปิดอภิปรายทั่วไป โดยไม่มีการลงมติ เกี่ยวกับสถานการณ์ทางการ เมืองในขณะนี้ ว่า ทั้งนี้ เกิดจากนายบรรหาร ศิลปอาชา สมาชิกรัฐสภาอาวุโส ให้ขอคิดว่า สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ รัฐบาลก็เอาไม่อยู่ ศาลก็เอาไว้ไม่อยู่ ทำไมสภาไม่ทำหน้าที่ จึงบอกด้วยความยินดีและทำหนังสือถึงสภาทันที โดยต้องขอบคุณนายบรรหารที่ได้มีเวทีนี้
นายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวต่อว่า บางทีคนเราก็ลืมสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด ทุกคนที่อยู่ข้างในก็ลืมว่า สถานของเรานั้น ถ้าจะเอาชื่อมาคุยกันคน 480 กับคน 150 จะได้มานั่งคุยกัน ทั้งหมดนี้ เป็นสถาบันที่เป็นตัวแทนของราษฎรจะได้พูดจากัน อย่างไรก็ตาม ขอเชิญชวนให้สมาชิกรัฐสภาได้โปรดแสดงความคิดเห็น ใครจะพูดจาแสดงความคิดเห็นอะไรเป็นสิทธิเสรีภาพแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ จะพูดอะไรอย่าได้ยั้งขอเชิญสมาชิกตนจะนั่งฝั่งตลอด ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า จริงๆ นายกฯ อาจจะไม่ทราบว่า ก่อนที่นายบรรหารจะมีข้อเสนอนี้ ถึงนายกฯ ตนได้มาพบกับประธานวุฒิสภาและเสนอ แต่เนื่องจากพรรคฝ้ายค้านไม่มีสิทธิในการขอเปิดอภิปรายทั่วไปจึงได้มาแสดงเจตนาต่อประธานวุฒิสภาว่า กรณีวุฒิสภาต้องการเปิดอภิปรายทั่วไป แต่ติดขัดเงื่อนไขสมัยนิติบัญญัติก็ยินดีสนับ สนุนให้ดำเนินการได้ หลังจากนั้น พรรคฝ่ายค้านได้แถลงข่าวว่า กรณีที่รัฐบาลจะใช้เวทีแห่งนี้ ก็เห็นว่า เป็นเรื่องที่ถูกต้อง
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวต่อว่า กราบเรียนว่า กระบวนการวันนี้ ตั้งใจมาฟังก่อนและช่วงท้ายจะให้ข้อเสนอ แต่อยากจะฟังจากสมาชิก โดยเฉพาะจากรัฐบาลและวุฒิสภา เพราะในส่วนของพรรคฝ่ายค้านที่มีอยู่พรรคเดียวได้ฟังความคิดเห็นแล้วและจะได้นำเสนอต่อที่ประชุมต่อไป
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า เราภาคภูมิใจในการเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย แต่ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่ง โดยต้องย้อนกลับไปดูวิกฤติทางการเมืองทุกครั้งในประเทศไทยกลับคิดว่า มีน้อยครั้งมากที่กระบวนการนิติบัญญัติสามารถคลี่คลายปัญหาได้ โดยเฉพาะเหตุการพฤษภาก็ดี เหตุการณ์ในช่วง 6 ตุลาก็ดีกระบวนการนิติบัญญัติไม่สามารถคลี่คลายปัญหาได้ ดังนั้น อย่างตั้งความคาดหวังสูงจนเกินไป หรือ ประเมินตัวเองสูงเกินไป วิกฤติวันนี้ ทุกฝ่ายจะต้องช่วยกันคลี่คลาย
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวด้วยว่า การเมืองในยุคสมัยนี้ ไปไกลกว่าระบบการเมืองตัวแทนอย่างเดียว มีการเมืองภาคประชาชนที่ไม่ได้หมายถึงว่า ผูกติดอยู่กับกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด มีหลายกลุ่มที่ทำหน้าที่การเมืองภาคประชาชนอยู่ โดยที่กราบเรียน คือ อาจจะมองบทบาทสภาเป็นเพียงเสียงสะท้อนของประชาชน แต่ถ้าวันนี้ ประชาชนแตกแยกเราอย่าทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนความแตกแยกเพื่อขยายผล วันนี้ ถ้าอยากให้กระบวนการนิติบัญญัติมีความศักดิ์สิทธิ์มีความสามารถในคลี่คลายปัญหาสภาต้องทำหน้าที่มากกว่ากระจก โดยต้องเสนอทางเลือกและทางออกอย่างสร้างสรรค์
ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย : นางสาวศศิวิมล ศักรภพน์กุล
ID : 5131601506
Section : 02