2551/09/09

สมัคร หลุดตำแหน่ง นายกฯ มติศาลรธน.9-0ขาดคุณสมบัติ

ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดคุณสมบัติ สมัคร จัดรายการ ชิมไปบ่นไป- ยกโขยง 6 โมงเช้า ขัดรัฐธรรมนูญ หลุดเก้าอี้หลุดนายกฯ ด้วยมติเอกฉันท์ 9-0
นายสมัคร สุนทรเวชเมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 9 กันยายน นายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยคำร้องของนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.และคณะรวม 29 คนและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในการรับจัดรายการ "ชิมไป บ่นไป" และรายการ "ยกโขยง 6 โมงเช้า" เป็นนัดสุดท้าย หลังจากได้นัดไต่สวนนายสมัคร และนายศักดิ์ชัย แก้ววรรณีสกุล กรรมการบริหารบริษัท เฟซ มีเดีย ผู้ผลิตรายการชิมไปบ่นไป และยกโขยง 6 โมงเช้า เป็นนัดสุดท้ายเมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า การจัดรายการ "ชิมไป บ่นไป" และรายการ "ยกโขยง 6 โมงเช้า" ของนายสมัครนั้น มุ่งประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม ถือได้ว่าขัดรัฐธรรนูญ ส่งผลให้ขาดคุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยมติเอกฉันท์ 9-0

ขอขอบคุณ www.sanook.com
โดย นางสาวศศิวิมล ศักรภพน์กุล
ID : 5131601506 Section 2
สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

ป๋า' วอนเหล่าทัพดูแลบ้านเมือง



เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 8 ก.ย. ที่ท่าอากาศยานทหารกองบิน 6 พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผบ.ทอ. ให้สัมภาษณ์ ถึงการพบปะหารือถึงสถานการณ์การเมืองกับ ผบ.เหล่าทัพ การพบปะกันของ ผบ.เหล่าทัพ ไม่มีนัยทางการเมือง แต่ทหารจะต้องปกครองดูแล และเป็นหนทางปฏิบัติจึงต้องมีการประชุม ไม่ได้บ่งบอกอะไร ทหารพยายามที่จะเป็นแกนกลาง และไม่เข้ากับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ส่วนทิศทางทางการเมืองต้องให้การเมืองแก้ไข และต้องรีบแก้ไขด้วย ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองจะเสียหาย เมื่อถามว่า ห่วงหรือไม่ที่นักศึกษา 80 สถาบันออกมาเคลื่อนไหวขับไล่นายกรัฐมนตรีให้ลาออกจากตำแหน่ง พล.อ.อ.ชลิตตอบว่า เป็นห่วง เมื่อถามว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ แสดงความเป็นห่วงสถานบ้านเมืองหรือไม่ พล.อ.อ.ชลิต ตอบว่า ท่านเป็นห่วง และท่านบอกให้ช่วยกันดูแล เมื่อถามว่า จุดยืนของทหารยังอยู่เคียงข้างประชาชนหรือไม่ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า แน่นอน แน่นอน
เมื่อถามถึงความเหมาะสมที่ให้นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เป็นคนกลางในการเจรจาปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มพันธมิตรฯ พล.อ.อ.ชลิตตอบว่า ไม่ทราบ แต่ต้องเป็นคนที่ทั้งสองฝ่ายให้การยอมรับ ไม่จำเป็นต้องเป็นทหาร ใครก็ได้ที่ทั้งสองฝ่ายเชื่อถือ และยอมรับในข้อเสนอแนะ ที่สำคัญ ต้องมีจิตใจมุ่งมั่นแก้ปัญหา หากเป็นการพูดคุยมีจุดยืน คือ ไม่ยอมรับกันและกัน การเจรจาก็ทำอะไรไม่ได้ ทั้งสองฝ่ายต้องไม่มุ่งมั่น แต่ผลประโยชน์ตัวเอง การถอยกันคนละก้าวทบทวนสิ่งที่เป็นผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ หากต่างฝ่ายต่างยืนยันในสิ่งที่ตัวเองมุ่งมั่นจะไปต่อไม่ออก
เมื่อถามว่า ผบ.เหล่าทัพ จะบอกให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พิจารณาตัวเองด้วยการลาออกจะยุติปัญหาความขัดแย้งหรือไม่ พล.อ.อ.ชลิตตอบว่า คงมีหลายท่านหรือคนอื่นที่ทำมากกว่า ไม่ใช่ทหาร เมื่อถามว่า ถึงเวลาที่นายกรัฐมนตรีควรลาออกหรือไม่ พล.อ.อ.ชลิตตอบว่า ไม่ทราบ เมื่อถามว่า การที่แต่ละฝ่ายมองว่า หากยอมจะเป็นฝ่ายแพ้เราควรจะเสียสละส่วนตัวหรือไม่ พล.อ.อ.ชลิตตอบว่า คงจะ คล้ายๆอย่างนั้น
ทางด้าน พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกระทรวงกลาโหมให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ว่า ในฐานะคนไทยรู้สึกเป็นห่วงเพราะเหตุการณ์ ยืดเยื้อ ไม่จบ ทำให้เรื่องราวต่างๆ ภารกิจต่างๆ สภาพเศรษฐกิจ ไม่ค่อยดีนัก แต่ในเรื่องของผู้รับผิดชอบดูแล คงต้องค่อยๆแก้ไขกันไปโดยสันติวิธี และใช้วิธีการที่นิ่มนวล ส่วนทางออกในการแก้ไขปัญหา ตนเห็นว่าหลายๆ ท่านยังมองไม่เห็นว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร อยู่ที่ตัวที่เกี่ยวข้องกับปัญหาจริงๆ ที่จะต้องตัดสินใจ ขณะนี้การเจรจาถือเป็นแนวทางที่ดีที่สุดแล้ว เพราะให้ต่างคนต่างฝ่ายได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น แต่การเจรจาต้องเจอกับเงื่อนไขต่างๆ ทั้งนี้คงต้องให้เวลาในการเจรจา คิดว่าเมื่อถึงเวลาคงมีเหตุการณ์อื่นที่มาช่วยให้การเจรจาหาข้อยุติได้เองเมื่อถามว่า การยุบสภา หรือลาออก เป็นการแก้ไขที่ต้นเหตุปัญหาหรือไม่ เพราะในที่สุดความขัดแย้งยังมีอยู่ พล.อ.วินัยตอบว่าต้องไปถามเงื่อนไขของคู่กรณี เมื่อถามว่า แนวคิดตั้งรัฐบาลแห่งชาติในการแก้ปัญหา พล.อ.วินัยตอบว่าถ้าเป็นไปได้ก็ดี หากเป็นสิ่งที่ลดหรือขจัดความขัดแย้งทั้งหลายทั้งมวลที่มีอยู่ในขณะนี้ แต่ ไม่ทราบว่า จะเป็นแนวทางที่ขจัดข้อขัดแย้งได้หรือไม่ เมื่อถามว่า ถึงเวลาหรือยังที่จะยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯ พล.อ.วินัยตอบว่าไม่ทราบ รัฐบาลเป็นคนประกาศ ก็ต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาล

โดย : นางสาว อนัญญา สืบสิน
ID. 5131601570 Section. 02

2551/09/08

ศาล รธน.ชี้ชะตา สมัคร วันนี้!! ชิมไปบ่นไปขาดคุณสมบัติ?




ศาล รธน.ชี้ขาดคุณสมบัติ สมัคร จัดชิมไป บ่นไป วันนี้ หากผิดเก้าอี้หลุดทันที ครม.กระเด็นด้วย เจ้าตัวท้าสาบานกลางศาลไม่เคยรับค่าตอบแทน หากทำจริงขอให้บรรลัยวายวอด ประกาศไม่ยุบ-ไม่ออก อยู่เพื่อรักษาประชาธิปไตย สะพัด เติ้ง ชงสูตร 3-2-1 รอเสียบนายกฯ ส้มหล่น ด้านพันธมิตรลั่นนายกฯคนใหม่ต้องไม่ใช่ขั้วรัฐบาลเดิม
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 8 กันยายน นายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนคำร้องของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรี ในการรับจัดรายการ ชิมไป บ่นไป และรายการ ยกโขยง 6 โมงเช้า เป็นนัดสุดท้าย โดยนัดไต่สวน นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้อง และนายศักดิ์ชัย แก้ววรรณีสกุล กรรมการบริหารบริษัท เฟซ มีเดีย ผู้ผลิตรายการชิมไปบ่นไป และยกโขยง 6 โมงเช้า ทั้งนี้ นายสมัครเดินทางมาให้การด้วยตัวเอง ตั้งแต่เวลา 09.00 น. โดยก่อนเข้าให้การ นายสมัครปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ใดๆ ต่อสื่อมวลชน แต่มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ด้านผู้ร้องที่ 1 ที่เดินทางมาศาล ได้แก่ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ และคณะ ส.ว.ที่เข้าชื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เป็นที่น่าสังเกตว่ามี นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มานั่งอยู่บริเวณที่นั่งของผู้ร้องที่ 1 ด้วย ขณะที่ผู้ถูกร้องที่ 2 ได้แก่ พ.อ.สันธิรัตน์ มหัทธนชาติ เลขาฯ อนุกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว เป็นตัวแทน ส่วนฝ่ายผู้ถูกร้องมีนายธนา เบญจาธิกุล ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนายสมัคร เป็นผู้ไต่สวนพยาน ทั้งนี้นายธนาได้ซักถามนายสมัครถึงค่าตอบแทนในการทำรายการว่ามีการเรียกร้องหรือไม่ และมีการให้สัมภาษณ์ลงหนังสือในช่วงหนึ่งว่า ได้รับเงินเดือน 1 แสนบาท เป็นค่ารับรอง จริงๆ แล้วเงินส่วนนั้นรับเป็นลักษณะเงินเดือนหรือไม่ ซึ่งนายสมัครชี้แจงว่า เริ่มทำรายการตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. และไม่เคยมีการเรียกร้องค่าตอบแทน แต่จะได้เป็นค่าน้ำมันรถ และค่าจ่ายกับข้าว นอกจากนี้ไม่เคยมีเงินเดือน เพราะไม่ได้ทำติดต่อกันตลอด จะได้รายได้ก็ต่อเมื่อทำรายการเท่านั้น หรือนับเป็นครั้งๆ ไป โดยช่วงหนึ่งที่เป็นผู้ว่าฯ กทม.มีการตำหนิถึงเรื่องดังกล่าวก็หยุดดำเนินการไป บริษัทก็เอาเทปเก่ามาออกอากาศและก็ไม่ให้เงิน และการทำรายการเป็นการบันทึกเทป โดยเดือนหนึ่งบันทึก 4 ครั้ง สามารถออกอากาศได้ 4 ตอนใช้ได้ 1 เดือน รวมทั้งไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวเรื่องการขอโฆษณาในรายการแต่อย่างใด ฉุนถูกซักเรื่องล้มคิ้วแตก-เงินภาษี ต่อมานายเรืองไกร ในฐานะผู้ร้อง ได้ซักถามนายสมัครว่า ในวาระครบรอบรายการชิมไปบ่นไป 7 ปี นายกฯ ไปทำรายการในฐานะพิธีกร ชื่อว่าข้าวผัดพันธมิตร ถูกต้องหรือไม่ นายสมัครตอบกลับทันทีว่า ไม่ถูกต้อง เพราะเขาเชิญสปอนเซอร์ทั้งหลายไปทำข้าวผัด แล้วให้ตนไปเป็นคนชิมว่าของใครอร่อย แต่ตนไม่ได้ทำ นอกจากนี้ นายเรืองไกรยังซักถามนายสมัครเกี่ยวกับการทำรายการยกโขยง 6 โมงเช้า ที่ จ.สิงห์บุรี ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่นายสมัครหกล้มคิ้วซ้ายแตก ปรากฏว่านายสมัครเกิดอาการหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด โดยตอบกลับอย่างมีอารมณ์ว่า “แล้วมันเป็นยังไง คิ้วแตกเขาก็เป็นข่าว รู้กันทั้งบ้านทั้งเมือง แล้วมันเป็นยังไง” ระหว่างนายเรืองไกรพยายามสอบถามนายสมัครเกี่ยวกับการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย ตอนที่ยังไม่ได้เป็นนายกฯ ร้อยละ 5 ครั้งละประมาณ 1 แสนบาท ซึ่งนายเรืองไกรตั้งข้อสังเกตว่า รายการหักภาษีของนายกฯ อยู่ในระดับสูงมากกว่าคนอื่น เพราะนายสมัครมีความสำคัญต่อการทำรายการของบริษัท เฟซ มีเดีย จำกัด หรือไม่ ส่งผลให้นายสมัครกล่าวอย่างมีอารมณ์อีกครั้งว่า “จะถามผมแบบนี้มันเกิดเหตุมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เรื่องภาษีพวกนี้ ตอนที่ผมเป็นนายกฯ เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ แล้วมันมีไหม ก่อนหน้านั้นมันเกี่ยวอะไรกับผม ผมไม่ต้องมีสถานะให้ต้องพิจารณา ผมจะไปทำอะไรและจะไปได้อะไรขนาดไหน ไม่ได้เกี่ยวข้อง คุณต้องพิสูจน์สิว่า หลังจากวันที่ 6 กุมภาพันธ์แล้ว ผมยังไปมีรายได้มากมายหรือไม่” ท้าสาบานให้บรรลัยถ้ารับค่าตอบแทน จากนั้นตัวแทนจาก กกต.ในฐานะผู้ร้องที่ 2 ถามนายสมัคร ว่า ทั้ง 2 รายการที่ทำมาเคยเรียกร้องค่าตอบแทนในฐานะที่ทำรายการหรือไม่ นายสมัครตอบว่า ไม่มี “ผมยืนยันและสาบานไว้ตรงนี้ด้วยว่า ไม่เคยเรียกร้องอะไรเลย ถ้าผมไปเรียกร้องอะไรเขาล่ะก็ ขออย่าให้ผมมีความเจริญ ขอให้บรรลัยวายวอดไปก็แล้วกัน แต่หากผมไม่ได้ทำอย่างนั้น ต้องให้ผมมีความเจริญรุ่งเรือง” นายสมัครกล่าว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนั้นศาลได้ไต่สวนนายศักดิ์ชัย แก้ววรรณีสกุล โดยนายศักดิ์ชัยให้การยืนยันว่า ไม่เคยรู้จักนายสมัครเป็นการส่วนตัวก่อนหน้าที่จะมีการติดต่อให้เป็นพิธีกรรายการ ซึ่งเริ่มดำเนินรายการในปี 2543 และนายสมัครก็ไม่เคยไปที่บริษัท หรือรู้ที่อยู่ของบริษัท เพราะการอัดรายการจะใช้สตูดิโอเป็นที่จัด การให้ค่าตอบแทนจะคิดในอัตราในลักษณะนักแสดงและพิธีกรรับจ้างทั่วไป จนกระทั่งเมื่อนายสมัครดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.ก็ยุติไปช่วงหนึ่ง และนำเทปรายการเก่ามาตัดต่อ ก็สามารถออกอากาศไปได้ประมาณ 7-8 เดือน นายศักดิ์ชัยกล่าวต่อว่า กระทั่งช่วงใกล้จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ได้ทำหนังสือวันที่ 15 ธันวาคม 2550 สอบถามนายสมัครว่า จะทำหน้าที่พิธีกรต่อไปได้หรือไม่ ซึ่งนายสมัครทำหนังสือตอบกลับมาว่า ได้ให้ฝ่ายกฎหมายดูแล้ว สามารถทำได้ เพราะเป็นในลักษณะรับจ้าง ไม่ใช่ลูกจ้างตามที่รัฐธรรมนูญห้ามไว้ แต่จะไม่รับค่าตอบแทนใดๆ ซึ่งบริษัทก็ได้จ่ายเป็นค่าน้ำมันให้แก่คนขับรถของนายสมัคร โดยคิดค่ารถเป็นกิโลเมตร หารเฉลี่ยค่าน้ำมันไปกลับ และบวกเพิ่มอีก 10-15% รวมทั้งค่ากับข้าว อย่างไรก็ตาม ไม่เคยสอบถามคนขับรถของนายสมัครว่านำเงินไปให้นายสมัคร หรือไปใช้จ่ายอะไรหรือไม่ จนกระทั่งมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ นายสมัครจึงบอกยกเลิกการเป็นพิธีกร นายศักดิ์ชัยยังให้การถึงการหาสปอนเซอร์โฆษณารายการว่า ไม่ได้เป็นการนำฐานะนายกรัฐมนตรีไปหาโฆษณา แต่สัญลักษณ์ของรายการที่เป็นรูปการ์ตูนพ่อครัวจมูกชมพู่ เป็นการแสดงถึงตัวตนของนายสมัครในทางส่วนตัว ไม่ใช่ในฐานะนายกรัฐมนตรี ส่วนที่ระบุในเอกสารในการหาโฆษณาที่ระบุว่าพิธีกรเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ก็เพื่อให้เกียรติ ไม่ได้หวังว่าจะใช้ฐานะนายกรัฐมนตรีมาหาโฆษณา ศาลรธน.นัดชี้ขาด 9 ก.ย.บ่ายสอง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังทนายฝ่ายผู้ถูกร้อง และผู้ถูกร้องได้ซักค้านพยานแล้ว คณะตุลาการได้สอบถามในหลายประเด็น เช่น ใครเป็นผู้รับผิดชอบจ่ายค่าลิขสิทธิ์รายการ สัญลักษณ์ของรายการที่เป็นรูปพ่อครัวจมูกชมพู่ รวมทั้งข้อเท็จจริงในการจ่ายเงินค่าตอบแทนให้แก่นายสมัคร เนื่องจากในเอกสารตอบกลับรับทำรายการของนายสมัครระบุว่า “จะทำรายการให้โดยจะไม่รับค่าน้ำมันอย่างที่เคย” หมายความว่าก่อนหน้านี้เคยจ่ายค่าน้ำมันให้หรือไม่ โดยนายศักดิ์ชัยยืนยันว่า ก่อนหน้าที่นายสมัครจะเป็นนายกฯ ได้จ่ายค่าเป็นพิธีกรในรูปแบบของนักแสดงหรือพิธีกรรับจ้างเท่านั้น ไม่เคยให้เป็นค่าน้ำมัน ซึ่งการระบุในเอกสารของนายสมัครน่าจะเป็นความเข้าใจผิด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะตุลาการได้ใช้เวลาสืบพยานทั้ง 2 ปากเป็นเวลา 2 ชั่วโมง หลังจากนั้นคณะตุลาการได้ประชุมเพื่อกำหนดนัดอ่านคำวินิจฉัย โดยศาลนัดคู่ความฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 9 กันยายน เวลา 14.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในวันอังคารที่ 9 กันยายน ว่านายสมัครมีคำผิดตามคำฟ้องจริง จะส่งผลให้นายสมัครจะต้องหลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในทันที ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 (7) แต่ความเป็น ส.ส.ยังคงอยู่ รวมทั้งคณะรัฐมนตรีก็จะต้องสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีไปทั้งคณะ อย่างไรก็ตาม นายสมัครสามารถจะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้เหมือนเดิม หากสภาผู้แทนราษฎรเสนอชื่อให้กลับมาดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง สมัคร อารมณ์ดีบอก แล้วแต่ศาล เมื่อเวลา 16.10 น. หลังเสร็จภารกิจจากการเป็นประธานการประชุมอาเซียนเลกเชอร์ 2008 ที่กระทรวงการต่างประเทศ แล้ว นายสมัครปฏิเสธที่จะตอบคำถามผู้สื่อข่าว กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีในวันที่ 9 กันยายนนี้ โดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “แล้วแต่ศาล” จากนั้นก็เดินทางออกจากกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อไปขึ้นเครื่องบินเดินทางไป จ.อุดรธานี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างร่วมงานที่กระทรวงการต่างประเทศนั้น นายสมัครยังคงอารมณ์ดีและร่วมร้องเพลงไทยเดิมให้คณะทูตและผู้ร่วมงานได้ฟังด้วย โดยเพลงดังกล่าวมีเนื้อหาเกี่ยวกับวรรณคดีเรื่องพระอภัยมณี ครม.ฝุ่นตลบ- เติ้ง ต่อสาย แม้ว ขณะที่กระแสข่าวศาลรัฐธรรมนูญชี้ชะตานายสมัครได้แพร่สะพัดออกไป ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างคึกคักในหมู่พรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะกระแสการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี ล่าสุดมีรายงานข่าวจากพรรคพลังประชาชนว่า แกนนำในพรรคพลังประชาชน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรค เป็นต้น ได้ร่วมประเมินการตัดสินคดีดังกล่าวของนายสมัคร โดยเห็นพ้องกันว่าแนวโน้มจะถูกตัดสินว่ามีความผิดสูง ซึ่งจะมีผลทำให้ต้องออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รวมถึง ครม.ที่จะต้องสิ้นสถานภาพไปพร้อมกันด้วย มีรายงานว่าแกนนำพรรคพลังประชาชนได้ประสานไปยังพรรคร่วมรัฐบาลให้เสนอชื่อนายสมัครกลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง แต่ถูกแย้งกลับมาว่า หากนายกฯ ยังเป็นนายสมัครอยู่ อาจทำให้ปัญหาบานปลายหนักขึ้นไปอีก พร้อมกับเสนอว่าควรใช้รูปแบบรัฐบาลแห่งชาติ โดยให้พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาร่วมรัฐบาลด้วย เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติการเมืองเฉพาะหน้า ด้านแหล่งข่าวจากพรรคชาติไทยยืนยันว่า เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมานายบรรหารได้โทรศัพท์ไปหารือกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อประเมินสถานการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้น โดยนายบรรหารได้หารือและปรึกษาว่า พรรคร่วมรัฐบาลเกือบทั้งหมดจะถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาล แต่ พ.ต.ท.ทักษิณขอร้องให้นายบรรหารเป็นตัวประสาน พร้อมยืนยันว่า หากนายสมัครลาออกจากตำแหน่งนายกฯ หรือเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองจะเสนอชื่อนายบรรหารเป็นนายกฯ แทน "แต่พวกเรา (พรรคชาติไทย) ประเมินกันว่า การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเสนอชื่อนายบรรหาร อาจจะเป็นเพียงแค่การซื้อเวลาเท่านั้น เพราะเท่าที่มีการเช็กข่าวก็พบว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้ทาบทาม พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ มาเป็นนายกฯ แทนนายสมัครเช่นเดียวกัน ซึ่งนายบรรหารก็ไม่ได้ไว้ใจ พ.ต.ท.ทักษิณในเรื่องนี้ ถึงได้เสนอทางออกให้มีการยุบสภาแทน พร้อมเสนอไปยัง พ.ต.ท.ทักษิณให้มีการตั้งรัฐบาลแห่งชาติ โดยให้นายบรรหารขึ้นมาเป็นนายกฯ เพื่อคลี่คลายสถานการณ์บ้านเมือง" แหล่งข่าวคนเดียวกันกล่าว อย่างไรก็ดี ถึงนาทีนี้มีความเป็นไปได้สูงที่พรรคร่วมทั้งหมดจะเห็นพ้องเสนอชื่อนายบรรหารเป็นนายกฯ คนใหม่ เพราะเชื่อว่าจะเป็นทางเดียวที่ทำให้พันธมิตรล่าถอยออกจากทำเนียบรัฐบาลได้ โดยที่ขั้วการเมืองยังไม่เปลี่ยนแปลง รายงานข่าวแจ้งว่า มีความเป็นไปได้ที่นายสมัครจะตัดสินใจยุบสภา หลังจากสถานการณ์ทางการเมืองกดดันหนัก โดยนายสมัครจะบอกต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเช้าวันอังคารที่ 9 กันยายนนี้ ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย ชงสูตร 3-2-1 บรรหาร เสียบนายกฯ รายงานข่าวจากพรรคชาติไทยเปิดเผยว่า แกนนำพรรคชาติไทยได้รับการติดต่อจากพรรคพลังประชาชนว่า หากนายสมัครถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขาดคุณสมบัติ และเป็นเหตุให้ ครม.ต้องหลุดทั้งคณะ พรรคพลังประชาชนเตรียมสนับสนุน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง หรือนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ศึกษาธิการ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน ซึ่งแกนนำพรรคและนายบรรหารรับทราบเงื่อนไขของพรรคพลังประชาชนแล้ว โดยให้ความเห็นว่า แม้ว่าพรรคชาติไทยจะยังคงสนับสนุนให้คนของพรรคพลังประชาชนขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ปัญหาก็ไม่ยุติ เพราะกลุ่มพันธมิตรได้ยื่นเงื่อนไขว่าจะไม่เอานายกฯ จากพรรคพลังประชานชน ดังนั้นพรรคชาติไทยจึงน่าจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมและลดแรงต้านจากสังคมได้ระดับหนึ่ง แกนนำพรรคจึงเสนอเงื่อนไขให้นายบรรหารเป็นนายกรัฐมนตรี โดยให้ใช้สูตร 3-2-1 (บรรหาร-สมชาย-สุรพงษ์) แทนที่จะใช้สูตร 1-2-3 (สุรพงษ์-สมชาย-บรรหาร) ซึ่งพรรคชาติไทยแสดงความพร้อมที่จะให้นายบรรหารขึ้นเป็นนายกฯ โดยมอบหมาย พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรค เดินสายทำความเข้าใจกับพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อประคองสถานการณ์ไปจนกว่าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 จะผ่านชั้นวุฒิสภา จากนั้นจึงจะมีการยุบสภา สมัคร ปราศรัยอุดรฯไม่ยุบ-ไม่ออก ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 18.45 น. นายสมัครได้ขึ้นเวทีปราศรัยที่สวนสาธารณะทุ่งศรีเมือง จ.อุดรธานี ระบุว่า การเดินทางมา จ.อุดรธานี เพื่อมารายงานให้ทราบว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ทำความผิด ไม่ได้ทำความสกปรก และขอท้าทายให้ตรวจสอบได้ เราทำงานมา 7 เดือน รัฐบาลชุดนี้เข้ามาทำงาน ต่างประเทศก็หันหน้าเข้ามาคบค้า และจากการที่ได้พบทูตต่างๆ ก็บอกว่ารับไม่ได้ถ้ามีการปฏิวัติ นี่คือเหตุผลว่าทำไมตนต้องอยู่เพื่อรักษาประชาธิปไตย บ้านเมืองนี้บริหารมาดีๆ แต่กลับมีคน 5 คน มาปลุกระดมให้ชิงชังรัฐบาลโดยไม่มีเหตุผล ตนรับไม่ได้ นายสมัครกล่าวต่อว่า ตนทำงานการเมืองมีความสุจริตเป็นที่ตั้ง และวันนี้ที่ทหารไม่ปฏิวัติ เพราะส่วนหนึ่งตนสามารถทำงานร่วมกับทหารได้ การโยกย้ายที่ผ่านมาทหารทุกคนก็พอใจ แสดงว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้ยุ่มย่ามกิจการทหาร อยู่เป็นเพื่อนเขา สนองงานเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน และทำงานรวมกับทางราชการได้ ทั้งที่มีคนยึดทำเนียบรัฐบาล เราต้องอดกลั้น สังคมนี้มันประหลาดทั้งที่มีคนยึดทำเนียบ นายกฯ กล่าวว่า วันอังคารที่ 9 กันยายนนี้ จะประชุม ครม.ตามปกติ และกำลังจะเจรจากับนายบรรหาร เพื่อจะไปประชุม ครม.สัญจรครั้งต่อไปที่ จ.สุพรรณบุรี เพราะตนตั้งใจจะไปพูดกับประชาชน และขอให้ประชาชนรักษาความสงบ ไม่ทำอย่างที่คนอื่นทำ ขอให้อยู่เฉยๆ และรักษาบ้านเมืองไว้ เมื่อไรที่มีอะไรที่ไม่เหตุผล ก็ค่อยโผล่ออกมา วันนี้จะมีการปลุกระดม ขอให้ทุกคนอยู่ในที่ตั้ง "ผมยืนยัน จะไม่ยุบสภา ไม่ลาออก และจะทำตามที่ชาวอุดรบอกว่า สู้ๆ" ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เนื้อหาการปราศรัยของนายกฯ ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ส่วนใหญ่จะเป็นการโจมตีกลุ่มพันธมิตรที่อยู่ในทำเนียบรัฐบาล เลี้ยบ ปัดข่าวเตรียมนายกฯสำรอง ด้าน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ที่ จ.อุดรธานี ยืนยันว่า พรรคไม่ได้เตรียมการอะไรเป็นพิเศษในการรอฟังผลวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งปฎิเสธข่าวที่ว่าพรรคเตรียมคนสำรองไว้เป็นนายกฯ แทนนายสมัคร โดยยืนยันว่าไม่มีอะไรทั้งสิ้น ทั้งหมดนี้จะต้องรอฟังคำพิพากษาก่อน จึงจะมีการพูดคุยกันว่าจะทำอย่างไรต่อไป ต่อข้อถามว่า แนวโน้มที่จะให้นายสมัครเลือก คือยุบสภาและลาออกใช่หรือไม่ นพ.สุรพงษ์กล่าวว่า ไม่ใช่ เราอยากเห็นทางออกของบ้านเมือง เป็นไปในทิศทางที่ทุกคนเชื่อมั่น ตามวิถีทางประชาธิปไตย พปช.แฉขบวนการดันนายกฯคนกลาง นายนิสิต สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคพลังประชาชน แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน ให้สัมภาษณ์ว่าขณะนี้มีข่าวเชิงลึกว่ามีขบวนการเคลื่อนไหวนำคนที่ไม่ได้เป็น ส.ส.เข้ามาเป็นนายกฯ คนกลาง และมีการบีบให้นายสมัครลาออกหรือยุบสภา ถ้าทำแบบนี้จะต้องงดเว้นรัฐธรรมนูญหลายมาตรา ถือเป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากระบอบประชาธิปไตย ถ้ามีการเปลี่ยนแบบนอกระบบพรรคพลังประชาชนจะไม่ยอมร่วมมือด้วยอย่างแน่นอน โดยมีประชาชนทั่วประเทศที่ไม่เห็นด้วยพร้อมที่จะเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ เพราะประเทศไทยจะเข้าสู่กลียุคเกิดสงครามประชาชนแน่ อย่างไรก็ตามทางกลุ่มเห็นว่า หากนายสมัครต้องพ้นจากตำแหน่งนายกฯ ก็พร้อมโหวตกลับให้นายสมัครกลับเข้ามาเป็นนายกฯ อีกครั้ง เหล่าทัพหนุนศาลคลี่คลายวิกฤติ รายงานข่าวจากแจ้งว่า บรรดาผู้นำกองทัพได้ร่วมกันหารือถึงสถานการณ์การเมืองที่กำลังตึงเครียด เพราะความเห็นที่แตกต่างกัน แต่ก็เชื่อว่าที่สุดแล้วแต่ละฝ่ายจะเข้าใจและสามารถหาจุดร่วมกันได้ แม้ที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายจะปฏิเสธมาร่วมเจรจากันก็ตาม อย่างไรก็ตาม เหล่าทัพเห็นว่า เมื่อกระบวนการทางศาล หรือกระบวนการยุติธรรม กำลังเดินหน้าทำหน้าที่ ก็อยากให้กำลังใจศาล เพื่อให้มีความเที่ยงธรรม มีประสิทธิภาพ และมีความกล้าหาญ เพื่อนำพาชาติบ้านเมืองพ้นจากวิกฤติที่เกิดขึ้น เพราะศาลนับเป็นที่พึ่งสุดท้ายของคนไทยแล้ว



ขอขอบคุณ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 9 กันยายน 2551
โดย นางสาวศศิวิมล ศักรภพน์กุล ID : 5131601506
Section 2

ถก 3 ฝ่ายแนะถอยคนละก้าว แนะนายก ออก

การประชุมร่วม 3 ฝ่าย ประธานวุฒิสภา แนะสมัครลาออกเปิดทางตั้งรัฐบาลใหม่ และพันธมิตรฯต้องยุติการชุมนุมที่ประชุม 3 ฝ่ายความคืบหน้าการประชุมร่วม 3 ฝ่าย เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตประเทศ หลังกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล ประกาศจุดยืนชัดเจนนายกรัฐมนตรีต้องลาออก ขณะที่นายสมัคร สุนทรเวช ยืนยันจะไม่ลาออก หรือยุบสภาตามข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรฯ นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ได้นำผลการหารือกับผู้บัญชาการทหารบก และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มาแจ้งให้ที่ประชุมทราบ โดยผลการเจรจากับผู้บัญชาการทหารบก ตนเองได้แสดงความเป็นห่วงในสถานการณ์ขณะนี้ และอยากให้ทุกฝ่ายยึดความมั่นคงและประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก หันหน้าเข้าหากัน ถอยกันคนละก้าว ขณะที่ฝ่ายทหารได้ยืนยันหนักแน่น 2 ประเด็นหลัก คือ ไม่ให้ทหารใช้กำลังในการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ และทหารจะไม่ปฏิวัติรัฐประหารอย่างเด็ดขาด ซึ่งวิธีการทางรัฐสภา น่าจะเป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุดของบ้านเมืองในขณะนี้ ตัวแทนพรรคการเมืองร่วมประชุม3ฝ่ายแก้ไขปัญหาวิกฤตประเทศ โดยเสนอให้นายกรัฐมนตรีลาออก และกลุ่มพันธมิตรฯต้องยุติการชุมนุม สำหรับการเจรจากับกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น ประธานวุฒิสภา กล่าวว่า ได้ประสานไปเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการหารือกัน เนื่องจากเวลายังไม่เอื้ออำนวย อย่างไรก็ตามเห็นว่าทางออกที่ดีที่สุด ทุกฝ่ายควรลดทิฐิ ถอยกันคนละก้าว พร้อมเสนอแนวทางปฏิบัติ คือ นายกรัฐมนตรีประกาศลาออก เพื่อเปิดโอกาสให้มีการตั้งรัฐบาลใหม่ที่ทุกฝ่ายรับได้ ทำหน้าที่ชั่วคราวระยะสั้น ก่อนคืนอำนาจให้ประชาชนต่อไป หรือประกาศยุบสภา เพื่อเลือกตั้งใหม่ ส่วนพันธมิตรฯ ต้องเคารพอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย และควรยุติการชุมนุม สำหรับแนวทางการทำประชามติที่นายกรัฐมนตรีเสนอ คณะทำงานเห็นว่าไม่น่าจะปฏิบัติได้ในขณะนี้.พลเอกเชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา กล่าวก่อนเข้าร่วมประชุมร่วม 3 ฝ่าย เพื่อหารือแก้ปัญหาวิกฤติการเมืองว่า ทางเลือกในการแก้ไขปัญหา มีทั้งยุบสภา และให้นายกรัฐมนตรีลาออก แต่ขณะนี้ไม่สามารถเดาได้ว่านายกรัฐมนตรีจะเลือกแนวทางใด ส่วนการถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาลนั้น ยืนยันยังไม่มีการถอนตัวขณะนี้ด้านนายนิกร จำนง รองหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า มารับฟังแนวทางการแก้ไขปัญหาวิกฤติชาติที่เกิดขึ้นในขณะนี้ โดยก่อนหน้านี้ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค บอกว่าการแก้ไขปัญหาต้องถอยกันคนละก้าว ทั้งนี้เชื่อว่าการเจรจาร่วมกันจะเป็นทางออกที่ดีในการแก้ไขปัญหา แม้ขณะนี้การเจรจาจะไม่ประสบผลสำเร็จ แต่หากมีการเจรจาอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าจะมีทางออก

ขอขอบคุณ www.sanook.com
โดย นางสาวศศิวิมล ศักรภพน์กุล
ID : 5131601506 Section 2
สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

2551/09/06

ดันทุรัง ชาติบรรลัย

พังไปทั้งระบบ !!! ปั่นป่วนไปทั้งแผ่นดิน !!!
“วิกฤติชาติ” ครั้งนี้ ถือว่าหนักหนาสาหัส-สากรรจ์ยิ่งนัก ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
เป็น “วิกฤติชาติ” หนักหนาสาหัส-สากรรจ์ ที่ 3 สถาบันหลักชาติ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และ ฝ่ายตุลาการ ไม่อาจเป็น “กลไก” ขับเคลื่อนประเทศชาติได้อย่างเป็นปกติ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี หมดสภาพ หมดความชอบธรรม ในฐานะ “ผู้นำประเทศ” อย่างสิ้นเชิง เป็นการ “หมดความชอบธรรม” อย่างสิ้นเชิง ที่ถูกสังคมทุกภาคส่วนออกมาขับไล่ทั่วทั้งแผ่นดินทุกภาคส่วนที่ออกมาขับไล่ และขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็น อธิการบดีหลายมหาวิทยาลัย คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต-นักศึกษา ภาคธุรกิจ สภาทนายความ วุฒิสภา ฝ่ายค้าน องค์กรภาควิชาชีพ องค์กรภาคเอกชน ฯลฯ ทุกภาคส่วนที่เห็นสอดคล้องในทิศทางเดียวกัน คือการแสดงจุดยืนให้ นายกรัฐมนตรี ลาออกหรือยุบสภา
ทว่า ความดื้อด้านของนายสมัคร ที่ประกาศไม่ยุบสภา ไม่ลาออก
ยืนยันเป็นรัฐบาลที่มาถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้ทำผิดอะไร และขออยู่ในตำแหน่งเพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตย
ยิ่งเป็นเงื่อนไขทำให้ “วิกฤติชาติ” ทรุดหนักยิ่งขึ้น
เป็นความ “ดันทุรัง” โดยไม่ฟังกระแสสังคม อย่างไร้ภาวะของ “นักปกครอง”
คำประกาศของนายสมัคร เช่นว่านี้ ได้สะท้อนถึงสภาวะ “ผู้นำ” ที่เสพติดอำนาจ จนมองไม่เห็นความฉิบหาย ป่นปี้ของประเทศชาติ
สะท้อนถึงสภาวะ “ผู้นำ” ที่หลงกิเลส-ตัณหาแห่งอำนาจ จนแยกไม่ออกระหว่าง “ความชอบธรรม” กับ “ไม่ชอบธรรม”
ยิ่งนายสมัคร พยายามตะแบง เทียบเคียงหากให้มีการเลือกตั้งใหม่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ชนะเลือกตั้งได้เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล และมีกลุ่มคนออกมาชุมนุมขับไล่ จะทำอย่างไร
ยิ่งนายสมัครตะแบง ยิ่งสะท้อนความเข้าใจ “ระบอบประชาธิปไตย” เพียงแค่ “เปลือก”
สะท้อนเป็นเพียง “นักเลือกตั้ง” ไม่ใช่ในฐานะ “ผู้ปกครอง”
นายสมัครอาจ “มืด-บอด-ใบ้” ในระบอบประชาธิปไตย ไม่เข้าใจการที่ “ประชาชน” ออกมาขับไล่ “ผู้ปกครอง”
ในระนาบเดียวกันทั้งประเทศ ได้อย่าง “ชอบธรรม” ไม่ใช่เรื่องทำกันได้ง่ายๆ
การขับไล่ที่ “ไม่ชอบธรรม” ต่างหาก ที่เป็นเรื่องยากที่จะออกมาขับไล่ “ผู้ปกครองที่ชอบธรรม” ให้ลงจากอำนาจไปได้
หากนายสมัคร ลดโมหะ ลดทิฐิ ละวางการเอาชนะคะคาน และนั่งส่องกระจกสำรวจตัวเองบ้าง
อาจมองเห็นความแตกต่างระหว่าง “ความชอบธรรม” กับ “ไม่ชอบธรรม”

นายสมัครต้องกลับไปสำรวจ “เงื่อนไข” ที่ทำให้ตัวเอง “หมดความชอบธรรม”
- เริ่มตั้งแต่ออกมายอมรับเป็น “นอมินี” เป็น “หุ่นเชิด” ให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เป็น “อาชญากรแผ่นดิน”
- การแต่งตั้งบุคคลภาพลักษณ์ไม่ดี ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม เข้าดำรงตำแหน่ง “รัฐมนตรี” ภายใต้ระบบโควตา กลุ่ม
-ก๊วนการเมือง อย่างท้าทายสังคม- แต่งตั้ง นายไชยา สะสมทรัพย์ ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมชนชั้น “ผู้ปกครอง” กลับเข้ามาเป็น “รัฐมนตรี” ทันทีทันใด อย่างท้าทายสังคม ทั้งที่เพิ่งพ้นจากตำแหน่ง ในความผิดไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สิน
- แต่งตั้ง อดีตแกนนำ นปก. เข้ามาเป็น “รัฐมนตรี” และมีบทบาททางการเมือง ทั้งที่มีพฤติกรรมจาบจ้วง “องคมนตรี” เป็นเรื่องที่สวนกระแสความรู้สึกสังคม- มีพฤติกรรมปลิ้นปล้อน กลับกลอก พยายามแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อหนีคดียุบพรรค เพื่อล้มกระบวนการตรวจสอบทุจริตของทักษิณ
- มีพฤติกรรมขายชาติ “เขาพระวิหาร” แม้แต่มติ ครม.ที่เห็นชอบแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา เรื่องสำคัญประเทศชาติ กลับไม่มีการเปิดเผยมติ ครม. เสมือน ครม.เป็นซ่องโจร ไม่ใช่สถานะฝ่ายบริหาร
- มีพฤติกรรมคุกคามสื่อ คุกคามประชาชน บ่อยครั้งและอย่างต่อเนื่อง
- แสดงความไร้วุฒิภาวะทางอารมณ์ ใช้วาจาหยาบคาย ต่อสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง- ขาดวุฒิภาวะผู้นำ ที่แสดงอารมณ์ไม่อยู่กะร่องกะรอย เดี๋ยวดี-เดี๋ยวร้าย เดี๋ยวร้องเพลง
-เดี๋ยวตาขวาง เดี๋ยวแตกหัก
-เดี๋ยวนุ่มนวล เดี๋ยวประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
-เดี๋ยวเลิกใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
- ใช้อำนาจรัฐปกป้อง นายจักรภพ เพ็ญแข อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ อย่างไม่สนใจกระแสเรียกร้องสังคม
- มีพฤติกรรมชอบแอบอ้าง “เบื้องสูง” อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นเครื่องมือในการดำรงสถานะรัฐบาล โดยเฉพาะการกล่าวถึง “เบื้องสูง” ว่า “เจ้านาย” เป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
- มีพฤติกรรมที่แสวงหาผลประโยชน์จากงบประมาณแผ่นดินอย่างเปิดเผย โดยเฉพาะอาการลุกลี้ลุกลน การผลักดันโครงการเมกะโปรเจกต์หลายโครงการหลายแสนล้านบาท
- ใช้อำนาจรัฐแทรกแซง ทีวี NBT เป็นเครื่องมือบิดเบือนข่าวสาร เป็นกระบอกเสียงรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว
- ใช้อำนาจรัฐทำลายฝ่ายตรงข้าม ขณะเดียวกันกลับใช้อำนาจรัฐปกป้องพรรคพวกตัวเองฯลฯพฤติกรรมไม่ชอบมาพากลทั้งหมดนี้ เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นว่านายสมัคร “หมดความชอบธรรม” ในฐานะผู้ปกครองอย่างสิ้นเชิง

แม้นายสมัคร มีความพยายามใช้กระบวนการศาลมาช่วยแก้ปัญหา ทว่าเป็นเพียงการยืมมือศาลมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง
แม้นายสมัคร มีความพยายามใช้กระบวนการฝ่ายนิติบัญญัติมาช่วยแก้ปัญหา ทว่าเป็นเพียงการยืมมือสภาฯ มาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อฟอกตัวรัฐบาล
แม้นายสมัคร มีความพยายามผลักดันทำ “ประชามติ” ทว่าเป็นเพียง เกม-ซื้อเวลา เพื่อเยื้ออยู่ในอำนาจรัฐ
แม้นายสมัคร มีความพยายามใช้ “กองทัพ” มาช่วยคลี่คลายปัญหา ทว่าเป็นการปัดภาระความรับผิดชอบไปให้ทหาร

ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ไม่ยั่งยืน โดยที่เนื้อแท้ของปัญหายังดำรงอยู่
เป็นเพียงการยืมมือ “ศาล-สภาฯ-กองทัพ” เป็นเครื่องมือ “ฟอกตัวผู้นำ” ที่ไม่อาจฟื้นความชอบธรรมขึ้นมาได้
กุญแจดอกสำคัญ “ดอกเดียว” ในการแก้ “วิกฤติชาติ” เวลานี้
อยู่ที่ตัว นายสมัคร สุนทรเวชเป็น “กุญแจดอกเดียว” ที่จะไขไปสู่ “ทางออก” และหยุดยั้งความเสียหายของประเทศชาติเวลานี้
ทางออกที่ว่าคือ ยุบสภา หรือ ลาออก
นายสมัคร ต้องรีบตัดสินใจ บนความรับผิดชอบในฐานะ “ผู้ปกครอง” ก่อนที่ประเทศชาติจะฉิบหาย-บรรลัยไปมากกว่านี้
ที่มา : http://www.banmuang.co.th/POLITIC.ASP?id=150564
โดย : นางสาว อนัญญา สืบสิน
ID. 5131601570 Section. 02

"อัมรินทร์"ยกประวัติอิสราเอลเตือนสติผู้นำนึกถึงประโยชน์ชาติ

"อมรินทร์ คอมันตร์"ยกกรณีศึกษาประเทศอิสราเอล สร้างชาติใหม่ได้ เพราะผู้นำปกป้องผลประโยชน์คนในชาติ ผิดกับรัฐบาลไทย ที่ปล่อยให้ประชาชนลอยเคว้ง เอาแต่หาผลประโยชน์ใส่ตัว ย้ำร่วมต่อสู้ขับไล่รัฐบาลชั่ว เพื่อพี่น้องไทย มีแผ่นดินอยู่ต่อไปอีก 2,000 ปี วันนี้ (6ก.ย.) เวลาประมาณ 20.20 น. ดร.อัมรินทร์ คอมันตร์ นักธุรกิจระหว่างประเทศ กล่าวบนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้เดินทางไปทำธุรกิจในประเทศอิสราเอล ซึ่งประเทศนี้ เมื่อ 2,000 กว่าปีก่อน มีผู้บริหารประเทศ นักการเมือง และผู้นำทำร้ายประเทศชาติ จนทำให้อิสราเอลไม่มีประเทศมาเป็นระยะเวลากว่า 2,000 ปี ซึ่งเป็นเวลาที่คนอิสราเอล ต่างเร่ร่อนไปอยู่ในประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นยุโรป เอเชีย และไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน ก็ถูกข่มเหงมาตลอด โดยเฉพาะในยุโรป เพราะมีผู้บริหารโกงชาติแผ่นดินทำร้ายประชาชน แต่หลังจากนั้น ก็สามารถตั้งชาติได้เมื่อ 60 ปีที่ผ่านมานี่เอง โดยมีประชาชนประมาณ 7 ล้านคนที่สามารถอยู่ได้ท่ามกลางผู้ไม่เป็นมิตรถึง 200 ล้านคน ซึ่งการที่เขาอยู่ได้ เพราะมีความเป็นชาตินิยม ทั้งประชาชน ผู้บริหารประเทศมีความผูกพันต่อประเทศชาติและแผ่นดิน โดยเขาปกป้องผลประโยชน์คนในชาติ ไม่ให้ธุรกิจจากต่างชาติเข้าในประเทศ นอกจากนั้น ยังปกป้องเกษตรกรไม่ให้สินค้าเกษตรจากต่างประเทศเข้าประเทศ รวมถึงร้านอาหารต่างชาติที่เข้าไปก็ไม่ให้คนต่างชาติเป็นหัวหน้ากุ๊ก ซึ่งทุกอย่างที่เขาทำล้วนปกป้องคนในชาติเขาทั้งนั้น "ผมมีโอกาสได้นั่งแทกซี่ คนขับบอกว่า ลูกของเขาเป็นกงสุลอยู่ที่อเมริกา และเขาเองก็ไปรบในสงครามมา 5 ครั้ง และเขาเคยมาเที่ยวไทย 2 ครั้งด้วย ซึ่งการเดินทางมาของเขาก็มาด้วยเครื่องบินมีระดับ และไปเที่ยวตั้งแต่เหนือจรดใต้ ซึ่งมาจากชีวิตของเขาที่มีความอยู่ดีกินดี"ดร.อัมรินทร์กล่าว ดร.อัมรินทร์กล่าวต่อว่า สิ่งที่พูดไปทั้งหมด คือความอยู่ดีกินดีที่ประชาชนเราต้องการ ประเทศชาติอยู่ดี และต้องมีรัฐบาลที่อยู่เคียงข้างประชาชน รัฐบาลที่รักสถาบัน การที่เรามาวันนี้ เพราะเรานึกถึงวันต่อไปข้างหน้า วันที่เราต้องการรัฐบาลที่ยืนอยู่ข้างประเทศ ประชาชน สถาบัน และปกป้องคนไทยให้มีกินมีใช้ และเอารัฐวิสาหกิจกลับคืนมาเป็นของรัฐ เอาแผ่นดินกับมาเป็นของไทย ให้คนไทยมีแผ่นดินอยู่ทุกคน ถ้าเราไม่สู้ และไม่เสียสละ เราก็จะไม่มีวันได้อะไรขึ้นมา ถ้าดวงวิญญาณของวีระบุรุษ ไม่ว่าจะเป็นสมเด็จพระนเรศวร สมเด็จพระสุริโยทัย พระเจ้าตากสิน รวมถึงทหารหาญทั้งหลาย ที่เสียสละเพื่อเราให้เราประเทศไทยในวันนี้ ดังนั้น วันนี้ จึงเป็นวันที่เราร่วมใจกันรักษาประเทศเรา เพื่อคนไทยได้อยู่ไปอีก 2,000 ปี
โดย นางสาวศศิวิมล ศักรภพน์กุล ID:5131601506 Major : Law

2551/09/05

'สมัคร'ทูลเกล้า รมว.ต่างประเทศคนใหม่แล้ว

วันนี้ (5 ก.ย.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังตรวจเยี่ยมการก่อสร้างพระเมรุ ที่จะใช้ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ว่า ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมรายชื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่ แทนนายเตช บุนนาคแล้วในวันนี้ ทั้งนี้ นายกฯ ปฎิเสธที่จะเปิดเผยบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ เพียงกล่าวว่า เป็นคนใหม่ อย่างไรก็ตาม คาดว่าผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นรมว.ต่างประเทศคนใหม่ คือ นายสาโรจน์ ชวนะวิรัช วัย 66 ปี อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำสิงคโปร์, อธิบดีกรมอาเซียน และปลดเกษียณในตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำฝรั่งเศส เมื่อปี 2543.

ที่มา : http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=175938&NewsType=1&Template=1
โดย :นางสาว อนัญญา สืบสิน
ID. 5131601570 Section. 02

พักยกการเมือง มาวางแผนการทำงานใหม่ดีกว่า

ทำงานแบบไหนไม่เครียด

ช่วงนี้หลายๆคนคงจะเครียดเรื่องการเมืองเพราะการเมืองย่ำแย่ เศรษฐกิจก็ยิ่งแย่เข้าไปอีก ส่วนนักศึกษาช่วงนี้ก็จะสอบแล้ว รายงานก็ยังเยอะ โอ้ย! จะเริ่มตรงไหนดีเนี่ย ตอนนี้หลายๆคนคงจะเป็นแบบในภาพนี้ ซึ่งไม่รู้จะเริ่มยังไงก่อนดี วันนี้มีวิธีดีๆที่จะช่วยให้หลายๆคนมีความสุขในการทามงานมากขึ้น
บางท่านอาจจะยึดถือคตินี้อยู่หรือเปล่าว่า

" งานคือเงิน เงินคืองานบันดาลสุข "
แต่คำพวกนี้เห็นจะเป็นคำกล่าวที่ไม่จริงไปซะทั้งหมดอีกต่อไป เพราะหลายคนแม้จะมีหน้าที่การงานที่ได้เงินเดือนสูง ก็ยังบ่นว่าไม่มีความสุข เพราะงานนั้นเป็นงานที่เครียด ส่วนหนึ่งอาจจะด้วยลักษณะงาน แต่ส่วนหนึ่งอาจจะเกิดจากวิธีการทำงานของเราเอง ซึ่งถ้าเกิดจากวิธีการทำงานของเราเองมีวิธีแก้ดังนี้ ค่ะ
- ต้องเลือกทำทีละเรื่อง
- มีการวางแผน
- จดไว้บ้าง เอาวางไว้บ้าง เป็นลักษณะของการลำดับงาน ชั่วโมงนั้นมีอะไร ช่วงโมงนี้มีอะไร ทำได้ก็ทำไป ทำไม่ได้ก็วางไว้ก่อน จดแปะข้างฝาไว้ ฝากเพื่อนไว้ - บนโต๊ะอย่าเอาอะไรวางกองไว้เป็นตั้งๆ มองเห็นแล้วทำให้จิตใจมัวหมอง นั่นยังไม่เสร็จ นี่ก็ยังไม่เสร็จ เก็บให้เรียบร้อย อะไรจะทำอาทิตย์นี้ อะไรจะทำอาทิตย์หน้า วางเป็นเรื่องๆไว้ - หยิบขึ้นมาทำตามเวลา ตามแผนของงาน ต้องวางแผนและระดับความสำคัญ หยิบเรื่องที่มีความสำคัญขึ้นมาทำก่อน พูดถึงเรื่องจดเรื่องจำทำให้นึกถึงคำกล่าวหนึ่งขึ้นมาได้ “จำไว้ดีกว่าจด ถ้าจำไม่หมดจดไว้ดีกว่าจำ แต่พวกเราชอบทั้งจำทั้งจด เลยจำไม่หมดทั้งจดทั้งจำ
ขอขอบคุณ http://www.sanook.com/
โดย นางสาวศศิวิมล ศักรภพน์กุล
ID 5131601506 Section 2
Major Law

2551/09/04

น่ารักดีนะ

หลบหลีกเรื่องการเมืองซักพัก มาคลายเครียดด้วยภาพน่ารักๆกันมั้งดีกว่านะ

















อึ้ง!รมต.หญิงฝรั่งเศสตั้งท้อง

อึ้ง!รมต.หญิงฝรั่งเศสตั้งท้อง เมินบอกสื่อใครพ่อเด็กรัฐมนตรียุติธรรมฝรั่งเศสฉาว ตั้งท้องไม่บอกสาธารณชนและสื่อใครเป็นพ่อเด็ก เผยทำชอบตัวขึ้นปกนิตยสารเป็นคนดังมากกว่าทำหน้าที่ราชการแผ่นดิน
P { margin: 0px; }
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 4 ก.ย.ว่า นางราชิด้า ดาตี วัย 42 ปี รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ฝรั่งเศส ตกเป็นข่าวอื้อฉาวหลังจากตั้งครรภ์ โดยที่เธอปฎิเสธที่จะให้เปิดเผยแก่สื่อมวลชนว่า ใครเป็นพ่อของเด็ก อ้างว่าเป็นชีวตส่วนตัวของเธอค่อนข้างซับซ้อน และเธอจะจำกัดชีวิตส่วนตัวกับสื่อ โดยจะไม่พูดอะไรในเรื่องนี้ พร้อมทั้งยืนยันว่า เธอจะดำรงตำแหน่งต่อไปโดยไม่ลาออก เพราะการตั้งท้องไม่ใช่โรคร้าย

รายงานระบุว่า ก่อนหน้านี้ นางดาตี ถือเป็นหน้าตาที่แปลกใหม่ของครม.ของประธานาธิบดีนิโกลาร์ ซาร์โกซี ผู้นำฝรั่งเศส ซี่งต้องการเพิ่มรัฐมนตรีที่หลากหลายให้แก่ฝรั่งเศส อย่างไรก็ตาม เธอถูกวิจารณ์ว่า ชอบทำตัวขึ้นปกนิตยสาร โดยหวังจะเป็นคนดัง มากกว่าที่จะปฎิบัติราชการด้านกระทรวงยุติธรรมเสียอีก
ที่มา
มติชนออนไลน์ http://www.matichon.co.th/
โดยนายศรัณยู บุญประจง ID 5131601500section 02
สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง