
สำหรับเด็กๆ ก็ยังอยู่ในช่วงปิดเทอม ก็มีภารกิจได้หยุดพักผ่อนเหมือนกัน แต่ก็มีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ต้องเผชิญกับการกวดวิชาอย่างหนักหน่วง ก็เลยไม่ได้รู้สึกอะไรกับช่วงวันหยุดยาวมากนัก เหมือนอย่างน้องแก๊บ
“วันหยุดสงกรานต์ก็หยุดแค่ 14-15 ครับ วันที่ 16 ก็ต้องเรียนพิเศษต่อ”
เรียกว่าตั้งแต่ปิดเทอมน้องแก๊บก็ต้องตั้งหน้าตั้งตาเรียนพิเศษพร้อมๆ กับเพื่อนอีกจำนวนมาก
ดิฉันสนใจประเด็นเกี่ยวกับเรื่องการเรียนกวดวิชาของเด็กยุคนี้ ที่ดูเหมือนว่าค่านิยมของคนเป็นพ่อแม่จะเปลี่ยนไป...!!
ส่วนใหญ่การเรียนกวดวิชาช่วงปิดเทอม เนื่องเพราะพ่อแม่บางคนไม่มีเวลาดูแลลูก ก็เลยต้องให้สถาบันกวดวิชาเป็นสถานรับดูแลลูกชั่วคราว เพราะครั้นจะให้ลูกปิดเทอมอยู่บ้านเฉยๆ ก็กลัวว่าจะไม่เกิดประโยชน์อันใดไฉนเลยสู้ให้ลูกเรียนพิเศษน่าจะดีกว่า ลูกจะได้ไม่ลืมวิชาการด้วย
แต่ประเด็นที่ดิฉันสนใจเป็นพิเศษ เกี่ยวกับการกวดวิชาที่พ่อแม่จำนวนมากปรารถนาอยากให้ลูกได้เรียนพิเศษนั้น ก็คือ ค่านิยมของคนเป็นพ่อแม่ในยุคนี้เปลี่ยนไปกว่าในอดีตโดนสิ้นเชิง
จะว่าไปก็เปลี่ยนแปลงมาเป็นทศวรรษแล้วล่ะ เพียงแต่การเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมายังไม่ส่งผลกระทบอย่างชัดเจนเหมือนในยุคนี้
ในอดีตการกวดวิชาของเด็กนักเรียนจะเป็นเพราะลูกเรียนไม่ทันเพื่อน พ่อแม่หรือคุณครูอยากช่วยให้เด็กเรียนทัน ก็เลยต้องให้มีการไปเรียนเสริม
แต่ปัจจุบันนี้ การกวดวิชากลายเป็นค่านิยมใหม่ของพ่อแม่ ที่ต้องการให้ลูกเรียนเหนือกว่าระดับชั้นที่เรียนในห้องเรียนปกติ ประมาณว่าต้องการให้ลูกเรียนล้ำหน้ากว่าเพื่อนในห้องเข้าไว้ จะได้กลายเป็นเด็กเก่ง เพราะเวลาสอบก็จะได้คะแนนดีกว่าเพื่อน
นี่ยังไม่นับรวมเด็กๆ อีกจำนวนมากที่ตกอยู่ในวังวนของการเรียนพิเศษกันอย่างบ้าเลือด
ดิฉันเคยพบเด็กที่ต้องเรียนอยู่ตลอดเวลา แทบจะไม่รู้จักวันหยุด ซึ่งเธอเป็นเด็กที่เรียนเก่งดังใจพ่อแม่ทุกอย่าง ซึ่งก็เกิดข้อกังขาว่าที่สุดแล้ว เธอเก่งเพราะตัวเองหรือเพราะเธอตะลุยเรียนพิเศษกันแน่
ดิฉันไม่ได้แอนตี้สถาบันกวดวิชา หรือไม่ได้ต้องการต่อว่าพ่อแม่ที่พาลูกไปเรียนกวดวิชา เพราะดิฉันเองก็เคยส่งลูกไปเรียนกวดวิชาเช่นกัน เพียงแต่เป้าหมายในการกวดวิชาก็ขึ้นอยู่กับการร้องขอของลูก
เหตุการณ์หนึ่งที่สร้างความประหลาดใจไม่น้อย กับคำตอบของเด็กคนหนึ่งที่ร้องขอพ่อแม่เรียนพิเศษ เพราะเพื่อนในห้องเรียนกันหมดทุกคน ถ้าตัวเองไม่ได้เรียนก็จะทำให้เรียนตามเพื่อนไม่ทัน
คำถามที่ตามมาก็คือ เกิดอะไรขึ้นกับระบบการศึกษาในบ้านเรา?
ถ้าเด็กที่เรียนตามระบบและไม่ได้กวดวิชา ก็อาจกลายเป็นเด็กเรียนอ่อนในชั้นเรียน เพราะเด็กที่เรียนเก่ง ล้วนแล้วแต่ต้องออกไปพึ่งสถาบันกวดวิชา ที่บางแห่งถึงขั้นต้องจองคิวกันเป็นปีเพื่อจะได้ไปเรียนพิเศษที่นั้นๆ
ดิฉันเองก็เคยถามตัวเองเหมือนกันว่าช่วงเวลาปิดเทอมไม่ได้ส่งลูกไปเรียนกวดวิชาจะเป็นไรไหม ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยเกิดความคิดเหล่านี้ เพราะคิดว่าเขาเรียนมาตลอดทั้งปี ก็ควรจะมีเวลาได้พักผ่อนบ้าง
จริงอยู่ว่าครอบครัวของเราพ่อแม่ทำงานนอกบ้านทั้งคู่ แต่เวลาปิดเทอมดิฉันก็พาลูกไปที่ทำงานด้วย สรรหากิจกรรมให้ทำภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่ ซึ่งเป็นการเรียนรู้ร่วมกันในครอบครัวด้วยว่า ลักษณะงานของพ่อแม่เป็นอย่างไร ลูกก็ได้เรียนรู้ร่วมกัน
แต่สิ่งเหล่านี้กำลังถูกท้าทายต่อความคิดที่ว่าทำไมไม่พาลูกไปเรียนพิเศษ ช่วงปิดเทอมสองเดือนอาจทำให้ลูกลืมเรื่องวิชาการ และเมื่อเปิดเทอมก็อาจเรียนตามเพื่อนไม่ทัน
คำถามที่ตามมาก็คือ เกิดอะไรขึ้นกับระบบการศึกษาในบ้านเรา?
เด็กๆ ไม่สามารถเรียนรู้เรื่องวิชาการได้เพียงพอภายในห้องเรียนกระนั้นหรือ...!!!
ผลพวงของค่านิยมการส่งลูกไปเรียนกวดวิชา ทำให้การเรียนการสอนภายในห้องเป็นไปแบบธรรมดา แล้วให้พ่อแม่ส่งไปเรียนพิเศษหลังเลิกเรียน ใครเรียนพิเศษกับคุณครูท่านใด เวลาสอบกับคุณครูท่านนั้นก็สามารถทำคะแนนได้ดี สุดท้ายพ่อแม่ก็ต้องส่งให้ลูกเรียนพิเศษกันทุกคน
ดิฉันหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเขียนถึง เพราะเกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดิฉันเคยพูดคุยกับเพื่อนพ่อแม่ที่มีลูกอยู่ในวัยไล่เลี่ยกัน บางคนก็ส่งลูกเรียนพิเศษตั้งแต่เล็กจนกลายเป็นวิถีชีวิต เพราะไม่มีชีวิตปิดเทอม ซึ่งก็ได้ผลเพราะเป็นเด็กที่เรียนเก่งทีเดียวเชียว สามารถสอบเข้าโรงเรียนชื่อดังได้ดังใจปรารถนา สมใจพ่อ แม่ในขณะที่บางคนที่ลูกอยู่ช่วงชีวิตวัยอนุบาลก็ไม่อยากให้ลูกเรียนกวดวิชาเพราะกลัวลูกจะหนักเกินไป อยากให้ลูกมีความสุขในชีวิตวัยเด็ก และไม่เคร่งเครียดจนเกินไป แต่ท้ายสุด เธอก็ไม่สามารถต้านกระแสการเรียนพิเศษไปได้ เพราะเพื่อนๆ ในห้องเรียนก็เรียนกันหมด หนำซ้ำ เธอเชื่อว่าถ้าไม่กวดวิชาไม่มีทางสอบเข้าโรงเรียนมีชื่อเสียงในวัยประถมได้อย่างแน่นอน
ส่วนพ่อแม่จำนวนมากที่มีลูกสอบเข้าระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และมัธยมศึกษาปีที่ 1 ต่างก็ยอมรับและเชื่อตรงกันว่า ที่ลูกสามารถสอบเข้าโรงเรียนต่างๆ ได้ ก็เพราะพาลูกไปกวดวิชา หากไม่กวดวิชาไม่มีทางสอบเข้าได้เด็ดขาด
ค่านิยมของการสอบแข่งขันเข้าโรงเรียนต่างๆ ก็ยังคงผูกเข้ากับเรื่องการกวดวิชาของเด็กๆ อยู่ดี และยิ่งนับวัน จะยิ่งมากขึ้นๆ
คำถามที่ตามมาก็คือ เกิดอะไรขึ้นกับระบบการศึกษาในบ้านเรา?
ดูเหมือนการศึกษาในบ้านเรากำลังจะไม่มีที่ยืนให้สำหรับเด็กเรียนตามเกณฑ์ปกติซะแล้วเด็กเก่งคือเด็กที่สามารถสอบแข่งขันเข้าโรงเรียนที่มีชื่อเสียงได้เป็นผลสำเร็จ และเด็กที่สอบเข้าได้ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ผ่านการกวดวิชามาแล้วทั้งสิ้นแล้วส่วนใหญ่ของเด็กที่เรียนกวดวิชา ต่างก็เป็นเด็กชนชั้นกลางขึ้นไป ที่คนเป็นพ่อแม่ขวนขวายและพยายามส่งเสริมและผลักดันให้ลูกสอบให้ได้ในขณะที่ที่นั่งของโรงเรียนที่มีชื่อเสียงที่พ่อแม่ต่างปรารถนาก็มีที่นั่งจำนวนจำกัดคำถามที่ตามมาก็คือ การศึกษาในบ้านเราไม่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มชนชั้นปกติ หรือกลุ่มชนชั้นล่างเลยมิใช่หรือ ...!!
แหล่งที่มา : http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9510000043245
คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับ บทความนี้